ThaiNissan.com : ศูนย์รวมข้อมูลรถนิสสัน และรีวิวรถนิสสัน by Biere

  • พฤศจิกายน 18, 2017, 02:34:23 am
  • ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

สมัครสมาชิกเพื่อแสดงความคิดเห็นในรีวิวต่าง ๆ ได้เลยครับ แต่ยังไม่เปิดให้ตั้งกระทู้ใหม่ในระยะแรกครับ

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Topics - Biere

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากที่ผมได้ไปร่วมงาน Nissan GT Academy Season 2 Live Event ที่จัดขึ้นที่ห้าง Central World ตามที่ผมได้เขียนรีวิวไว้ที่ รีวิวกิจกรรม Nissan GT Academy Season 2 สานฝันเซียนเกมส์สู่การเป็นนักแข่งตัวจริงนั้น





ทางนิสสันก็ได้คัดเลือกผู้ชนะจากกิจกรรม Live event มา 10 ท่าน และคัดเลือกจากการแข่งขัน Online ผ่านเครื่อง Play Station ได้อีก 10 ท่าน รวมกันเป็น 20 ท่าน มาเข้ารอบชิงชนะเลิศเพื่อเฟ้นหาสุดยอดเกมเมอร์เพียงแค่ 6 คน เท่านั้น ไปเข้าค่าย Race Camp ที่ Silverstone ประเทศอังกฤษ เพื่อแข่งขันต่อไปในระดับประเทศ





ซึ่งการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศนั้น ทางนิสสันใช้เวลา 2 วัน ในวันที่ 1 และ 2 กรกฎาคม 2558 ที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์ ซึ่งผมได้มีโอกาสมาร่วมงานในวันสุดท้ายคือ วันที่ 2 กรกฎาคมครับ





ขับรถมาถึงสนาม ก็เจอซุ้มทางเข้าอย่างดีครับ มั่นใจมาไม่ผิดที่แน่นอน





แม้จะเป็นฤดูฝน แต่วันนี้ท้องฟ้าโปร่งใสมาก ใสจนถึงขั้นร้อนเลยทีเดียว





จอดรถเรียบร้อย เดินเข้ามาภายในงาน ก็มาลงทะเบียนในอาคารก่อนเลยครับ





พอลงทะเบียนเรียบร้อย ทางนิสสันก็มอบถุงยังชีพ เอ้ยย ของที่ระลึกใส่กระเป๋าผ้ามาให้ครับ





และแน่นอนว่า Internet คือการสื่อสารที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ ทางนิสสันก็มี wifi ฟรีให้ใช้กันภายในงานครับ





ออกจากอาคาร มาเดินดูบรรยากาศด้านนอก เห็นรถ Nissan Sylphy จอดอยู่ในสนามแข่ง 2 คัน





เป็นสีขาวมุก 1 คัน และสีดำ 1 คันครับ





หน้าตารถดูแปลก ๆ ไม่เหมือน Nissan Sylphy ที่ผมใช้อยู่ พอไปดูใกล ๆ ก็ถึงบางอ้อ นี่มัน Sylphy Turbo นี่นา!!!





โดยรถทั้ง 2 คันนี้ เป็นรถที่นิสสันใช้ในการแข่งขัน GT Academy รอบชิงชนะเลิศนี่แหล่ะครับ





จากสนามแข่ง มองไปอีกมุมหนึ่ง เห็นน้อง Juke เพียบเลย





เดินไปดูหน่อยดีกว่า





ที่แท้ก็เป็นรถของเพื่อน ๆ Juke Club นี่เอง ที่ขับมาร่วมงานนี้ด้วย





เสียดายที่ผมไม่ได้ขับเจ้า Juke Speciale ที่บ้านมาด้วย เลยไม่ได้มาจอดด้วยกัน แต่ไม่เป็นไร มาดูรถเพื่อน ๆ กันดีกว่า





ว้าว สีส้มสุดโปรด เห็นแล้วคิดถึงน้องลัคกี้ อดีต Nissan March คู่ใจของผมเลยครับ





ส่วนสีเหลืองสดนี่ก็สวยมากจริง ๆ ผมว่าสีเหลืองกับ Juke เป็นอะไรที่เข้ากันมาก ๆ อยากให้นิสสันทำออกมาขาย พูดเลย





มาดุสีขาว สียอดนิยมกันบ้างครับ





สีขาว – ดำแบบนี้ก็ตัดกันดี และเท่ไปอีกแบบครับ




หรือจะเสริมสีแดงขึ้นมา ก็ช่วยให้โดดเด่นขึ้นมาได้ครับ





เสริมความน่ารักกับการไขลาน ย้อนวัยสู่การเป็นรถของเล่น อีกหนึ่งของแต่งที่มาแรงจริง ๆ





สีขาว ล้อทองสไตล์รถซิ่งก็เป็นการตกแต่งที่ได้รับความนิยมมาตลอดกาลครับ





มาดูสีดำกันบ้างครับ





สีดำมีข้อดีที่ความเท่นี่ละครับ ยิ่งแต่งหนักขนาดนี้ก็ยิ่งเท่เข้าไปใหญ่





เดินชื่นชมความงามของน้อง Juke แต่ละคัน ผมก็เห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังทำอยู่เหมือนกัน





พอเดินไปใกล้ ๆ เลยพบว่าเป็นผู้บริหารของ Nissan Motor นี่เอง ซึ่งก็คือ คุณจิระพล  Vice President การตลาด และคุณโยโกะ ผู้จัดการทั่วไปของนิสสัน มอเตอร์ เอเชีย-แปซิฟิค กำลังชื่นชมการตกแต่ง Nissan Juke ของเพื่อน ๆ อยู่ ผมเลยได้มีโอกาสสนทนากับทั้ง 2 ท่าน ในฐานะลูกค้าที่ใช้แต่รถ Nissan ทั้งบ้าน





จากนั้น ผมก็เดินไปดูบรรยากาศในงานต่อครับ





เห็นอีกอาคารหนึ่ง คนอยู่กันเพียบเลย




แถมมีรถพยาบาลจอดแสตนบายด์ด้วย




เลยรู้ว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมเฟ้นหาผู้ชนะนี่แหล่ะครับ กับการทดสอบสมรรถภาพทางกายของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 20 คน





ดูสภาพผู้เข้าแข่งขันแล้ว รู้เลย หนักเอาเรื่อง






ต้องกระโดดสูงแค่ไหนนะ ถึงจะได้คะแนนเต็ม




ดูไปดูมา เริ่มร้อน แถมได้เวลาเที่ยงตรง ก็เดินกลับมาที่อาคารหลักตอนลงทะเบียนครับ





ทางนิสสันได้เตรียมอาหารมื้อเที่ยงไว้ให้ด้วยครับ ด้วยความหิว ผมจึงรีบเดินไปดูที่ซุ้มอาหารทันที ก็พบกับ"อาหารว่าง" เออ ว่างจริง ๆ ด้วยง่ะ





ไม่ใช่แล้ว อาหารว่างยังไม่มา โน้น คนอื่นเค้าไปมุงอาหารหลักกันหมดแล้ว





รับน้ำอะไรดีครับ? มีให้เลือกเยอะจังเลย





ของหวานก็มีนะ







อร่อยจริง ๆ ผมกลายเป็นคนกินเก่งไปเลย มื้อนี้




พอทานเสร็จ ทางนิสสันก็เชิญผมและเพื่อน ๆ Juke Club ขึ้นไปบนชั้น 2 ครับ และกล่าวต้อนรับพวกเราทุกคน





โดยคุณจิระพล รุจิวิพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการการตลาด ของบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้เกียรติมาเล่าให้ฟังถึงที่มาของการจัดกิจกรรม Nissan GT  Academy ให้พวกเราทราบครับ





และเพื่อความเข้าใจในกิจกรรม Nissan GT Academy อย่างแท้จริง ทางฝ่าย CRM ของนิสสันจึงจัดการแข่งขันในคลับขึ้น โดยมีของรางวัลที่ดึงดูดใจมาก ๆ มานำเสนอ





โดยให้พวกเราทุกคนลองสัมผัสเครื่อง GT6 Simulator ที่ใช้ในการแข่งขันแบบ Live Event กันดู





โดยทีมงานจะทำการแนะนำวิธีเล่นให้ทราบก่อน




ตามด้วยผู้ชนะการแข่งขันจากปีที่แล้ว ก็มาร่วมให้คำแนะนำด้วย






ผู้บริหารนิสสันก็ยืนให้กำลังใจกันอยู่ข้าง ๆ




สมาชิก Juke Club ก็ร่วมสนุกกันถ้วนหน้าทั้งชายและหญิง






อุ้ย มีน้องหมามาให้กำลังใจด้วย




สนุกสนานกันมาก ๆ





ส่วนผมก็ไม่พลาดที่จะลงแข่งขันด้วย




สนุกดีนะครับ กับการได้ใช้การขับรถเสมือนจริง ทั้งเบรก คันเร่ง พวงมาลัย และการเปลี่ยนเกียร์ สนุกกว่าตอนเล่นเกมส์ด้วยจอยเยอะเลย




เมื่อแข่งเสร็จเรียบร้อย นิสสันก็ประกาศรางวัลให้ผู้ชนะอันดับ 1 – 3 โดยได้รับเกียรติจากคุณโยโกะ ผู้จัดการทั่วไป นิสสัน มอเตอร์ เอเชีย-แปซิฟิคขึ้นมามอบรางวัลให้ครับ

โดยเริ่มที่อันดับ 3 ก่อนครับ




อันดับที่ 2 ครับ ได้ตุ๊กตาหมีด้วยอ่าาาาา





และอันดับที่ 1 เป็นผมเอง ที่เฉือนชนะเพื่อน ๆ ไปได้หวุดหวิด





ได้ของรางวัลมาเพียบเลย ขอบคุณ Nissan Motor มาก ๆ ครับ






จากนั้นก็ถ่ายภาพร่วมกันครับ ทั้งสมาชิก Juke Club และผู้บริหารนิสสัน โดยได้รับเกียรติจากคุณประพัฒน์ เชยชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสการตลาดและขาย บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มาร่วมถ่ายภาพด้วย





จากนั้นคุณประพัฒน์ก็ลงมาทดลองเล่นเครื่อง GT6 Simulator ด้วยตัวเองครับ




กิจกรรมในคลับจบแล้ว ผมก็ลงมาดูบรรยากาศในงานด้านล่างต่อ ก็พบว่า ตอนนี้เริ่มทำการแข่งขันขับรถจริงกันแล้วครับ




คณะกรรมการก็กำลังดูการแข่งขันกันอย่างเคร่งเครียด




ดูแล้วก็ไม่น่าเชื่อนะครับ จากการเล่นเกมส์อยู่บ้านเฉย ๆ อยู่ ๆ ก็ได้มาลงสนามขับรถจริง ในสนามจริง แถมถ้ายิ่งมีฝีมือ ก้าวสู่การเป็นนักแข่งระดับโลกได้อย่างง่าย ๆ เลย ซึ่งคิดดูแล้ว มันเป็นอะไรที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่นิสสันก็ทำให้มันเกิดขึ้นมาแล้ว




แข่งเสร็จเรียบร้อย ก็มารวมตัวกันที่เวทีครับ รอการประกาศผล 6 คนสุดท้าย ที่จะได้ไปต่อที่ประเทศอังกฤษ เป็นตัวแทนของประเทศไทย





ระหว่างรอการประกาศผล พิธีกรก็เดินสัมภาษณ์ผู้เข้าแข่งขันไปทีละคน





จากนั้นก็สัมภาษณ์ตัวแทนประเทศไทยของปีที่แล้ว ถึงประสบการณ์การไปอยู่ Race Camp ที่ประเทศอังกฤษว่าเป็นยังไงบ้าง







ซึ่งทุกคนก็เน้นย้ำว่า ต้องมีความตั้งใจ อดทน และฟิตร่างกายอย่างมาก เพราะกว่าจะได้เป็นนักแข่งตัวจริงนั้น ต้องผ่านด่านทดสอบอีกมากมาย หนักหนากว่าที่ไทยหลายสิบเท่า





และแล้วพิธีประกาศรางวัลก็เริ่มขึ้น โดยคุณประพัฒน์ เชยชม ผู้บริหารคนเก่งของนิสสัน มอเตอร์ก็ขึ้นมามอบประกาศนียบัตรแก่ผู้เข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศทั้ง 20 คน





จากนั้นคุณคะซุทากะ นัมบุ ประธานบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) ก็ขึ้นมาเตรียมมอบรางวัลให้ผู้ชนะทั้ง 6 คน





สิ้นเสียงประกาศชื่อผู้ชนะ ภาพแห่งความดีใจ ภาพน้ำตาของผู้ชนะ ที่เหน็ดเหนื่อย ฝ่าฝันมาตลอด ก็มีให้เห็นทันทีครับ








ซึ่งคุณคะซุทากะ นัมบุ ก็ได้มองรางวัล และสวมเสื้อผู้ชนะให้กับทุกคนครับ








จากนั้นก็ถ่ายภาพร่วมกันครับ





คณะกรรมการตัดสิน ผู้บริหาร และผู้ชนะทั้ง 6 คนร่วมถ่ายภาพ ฉลองชัยชนะ




ก็ขอแสดงความยินดีกับทั้ง 6 ท่านด้วยนะครับ และขอให้ท่านใดท่านหนึ่ง ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย ขึ้นสู่การเป็นแชมป์โซนเอเชียในการทดสอบที่ประเทศอังกฤษด้วยนะครับ เป็นกำลังใจให้นะครับ สู้ ๆ ครับ





สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดด้วยนะครับ ที่เปิดโอกาสดี ๆ ให้ชาวไทยได้ก้าวเข้าสู่การเป็นนักแข่งรถระดับโลกครับ อย่างที่ผู้ชนะจากปีที่ 1 ทำได้สำเร็จแล้ว ด้วยวัยเพียง 19 ปีเท่านั้น





แล้วพบกันใหม่งานหน้าครับ


 

2
สวัสดีครับเพื่อน ๆ Thai Nissan

และแล้วทาง Nissan Motor ประเทศไทยก็ได้จัดกิจกรรม Nissan GT Academy season 2 ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว




โครงการ GT Academy นั้น เป็นโครงการที่ให้บรรดาคอเกมส์รถแข่งทั้งหลาย มาทำการแข่งขันกัน เพื่อค้นหาเซียนเกมส์ตัวจริงจากทั่วโลก มาเข้าค่ายฝึกทักษะในการแข่งรถจริง และมีโอกาสก้าวไปเป็นนักแข่งรถมืออาชีพระดับโลกกับทีมดังอย่าง Nismo




ซึ่งผมถือว่าเป็นโครงการที่ดีมาก ๆ ครับ เพราะผมเชื่อว่าคนไทยมีฝีมือเก่ง ๆ เยอะ แต่ขาดโอกาสที่จะแสดงผลงานให้ชาวโลกประจักษ์




จะว่าไปก็ Win Win กันทั้งสองฝ่ายครับ นิสสันเองก็ได้คนมีความสามารถจากการเล่นเกมส์มาพัฒนาสู่การเป็นนักแข่ง และผู้เข้าร่วมกิจกรรมก็มีโอกาสได้ก้าวไปสู่อาชีพนักแข่งตัวจริง ไม่ต้องนั่งเล่นแต่เกมส์ต่อไป





โดยการคัดเลือกผู้ชนะนั้น จะคัดเลือกจากการแข่งขันแบบ Online ผ่านเครื่อง PS3 ทางหนึ่ง และอีกทางหนึ่งคือ การจัด Live event ที่ห้าง Central World โดยให้ร่วมแข่งขันผ่านเครื่อง Nissan GT6 Simulator ที่ให้บรรยากาศเหมือนขับรถแข่งจริง ๆ นั่นเองครับ





กิจกรรมน่าสนใจขนาดนี้ ผมจะพลาดได้อย่างไร โดยในวันนี้ (7 มิถุนายน 2558) ผมจึงรีบเดินทางไปร่วมกิจกรรมตั้งแต่ 11 โมงครับ เพราะกลัวคนจะเยอะ คิวจะยาว แต่ก็ไม่วาย คิวยาวอยู่ดี มีผู้คนสนใจมาร่วมกิจกรรมมากมายจริง ๆ





ผมเองไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมมาก่อน ก็สามารถมาลงทะเบียนได้ที่จุดนี้เลยครับ





เดินยังไม่ทันถึงจุด ก็มีน้อง Staff เข้ามาต้อนรับ พร้อมให้ลงทะเบียนผ่าน Tablet ได้เลยทันทีครับ





การลงทะเบียนก็เพียงแค่กรอกชื่อ นามสกุล อายุอานาม วันเดือนปีเกิด อีเมล์ที่ใช้เข้าไปเท่านั้นแหล่ะครับ ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย





ทางทีม Staff ก็พาเข้ามารับบัตรคะแนนด้านในครับ





จากนั้นก็เดินออกไปต่อคิวตามปกติครับ ยังยาวอยู่เช่นเคย





พอมาต่อคิวปุ๊ป น้อง Staff ก็เข้ามาตรวจบัตรคะแนนครับ





ระหว่างยืนรอ ไม่มีเหงาครับ เพราะมีน้อง Staff มาขอให้ทำแบบสอบถามเพิ่ม เขียนเพลิน ๆ รอเวลากันไป





และแล้วก็ถึงคิวผมครับ ได้มานั่งในเครื่อง Nissan GT6 Simulator แล้วครับ





บรรยากาศเหมือนขับรถจริงมากครับ พวงมาลัยพร้อม Paddle Shift เปลี่ยนเกียร์ขึ้น - ลงเหมือนในรถ Supercar อย่าง Nissan GT-R เบาะนั่งแบบ Bucket Seat และแป้นเหยียบคลัตซ์ เบรค คันเร่งพร้อมสรรพ เพียงแต่เราไม่ต้องเหยียบคลัตซ์จริงครับ





ผมเองเล่นเกมส์แข่งรถมาพอสมควร แต่เล่นเฉพาะใน iPad ไม่เคยเล่นกับเครื่องจริงแบบนี้ ยอมรับว่ายากพอสมควรเลยครับ กว่าจะปรับตัวจนชินได้ ก็หมดรอบพอดี 555555+





ก็เล่นขำ ๆ สนุก ๆ ไปครับ เล่นเสร็จเลยเดินมาดูบรรยากาศรอบงานต่อ ก็พบว่า กิจกรรมนี้ไม่ได้มีแค่เด็ก ๆ ผู้ชายเท่านั้นนะครับ





ผู้หญิงวัยทำงานก็มีเหมือนกันนะ





และแน่นอน ขนาดวัยคุณป้าก็ยังมีมาร่วมสนุกอีกต่างหาก เห็นแล้วชอบมากมาย





ทีม Staff ดูแลให้คำแนะนำคุณป้าอย่างเป็นกันเอง มองแล้วก็ก็อดยิ้มไม่ได้





เดินมาเรื่อย ๆ ก็เจอซุ้มขนมและน้ำที่มีบริการผู้เข้าร่วมกิจกรรมฟรี





เดินต่อมาบริเวณเวที มีจอให้ดูภาพของเราเองตอนขับรถด้วย





เจอภาพตัวเองแล้ว ภาพนี้กำลังแหกโค้งเลย 55555+





เมื่อเจอภาพตัวเองแล้ว สามารถแชร์ลง social ได้เลยทันที หรือจะให้ส่งอีเมล์ไปเก็บไว้เป็นที่ระทึก เอ้ยย ระลึกก็ได้ ซึ่งผมก็เลือกอย่างหลัง พร้อมจัดการพิมพ์อีเมล์ตัวเองลงจอทันที ไม่มีรีรอ





ได้ภาพแล้ว ผมยังได้รับถุงมือนักแข่งเพิ่มมาเป็นของที่ระลึกอีกหนึ่งอย่าง จากการใช้สิทธิสมาชิก Thai Nissan  ไปลงทะเบียนตามที่ผมเคยประกาศบอกเพื่อน ๆ ไปทาง Facebook Thai Nissan นี่แหล่ะครับ ต้องขอบคุณทาง Nissan Thailand อีกครั้งด้วยนะครับ ถูกใจมากมายจริง ๆ





เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินทางกลับครับ ยอมรับเลยครับว่า ประทับใจกับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มากครับ ก็ขอเป็นกำลังใจให้คนไทยก้าวไปสู่การเป็นนักแข่งระดับโลกด้วยนะครับ เพราะทราบมาว่า น้องเบ๊บ แชมป์ GT Academy ของปีที่แล้ว ตอนนี้ได้เป็นนักแข่งตัวจริง ลงแข่งในรายการ Micra Cup หรือรู้จักกันในนามว่า Nissan March One Make Race ที่ประเทศแคนาดาเรียบร้อยแล้ว





ยังไงก็ขอให้คว้าแชมป์มาฝากชาวไทยด้วยนะครับ สู้ ๆ ครับ ^__^









3

สวัสดีครับเพื่อน ๆ





หลังจากรีวิวรถยนต์ของ Nissan หลาย ๆ รุ่นมาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันมานานแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะมาทดสอบและเขียนรีวิวรถกระบะบ้าง





เดิมทีนั้น ผมไม่เคยเขียนรีวิวรถกระบะเลย เพราะส่วนตัวไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้รถกระบะในชีวิตประจำวัน จึงไม่ค่อยสนใจที่จะหามารีวิวนัก




ดังนั้นกับ Nissan Navara เอง ผมยิ่งไม่เคยสัมผัส และไม่เคยขับมาก่อนเลยสักครั้งเดียว



แต่สิ่งหนึ่งที่ผมทราบเกี่ยวกับความประทับใจในรถ Nissan Navara ก็คือ ตัวผมเองนั้น มีธุรกิจหนึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายของแบตเตอรี่ยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งปกติ ผมเองจะขายส่งเป็นหลัก ซึ่งหลายท่านจะทราบดีว่า แบตเตอรี่แต่ละลูกนั้น หนักมาก ยิ่งลูกใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งหนักมากเท่านั้น


เวลาจัดส่งแบตเตอรี่ให้ลูกค้านั้น ผมจะจ้างบริษัทขนส่งหนึ่ง เป็นผู้ขนส่งให้ ซึ่งผมค่อนข้างแปลกใจ ว่าทำไมบริษัทนี้จึงมีแต่รถ Nissan Navara





เลยสอบถามมา ได้ใจความว่า ด้วยน้ำหนักของแบตเตอรี่ที่มาก บริษัทจึงต้องใช้รถที่เหมาะสม และบริษัทขนส่งได้ทดสอบแล้ว และขอยืนยันว่า Nissan Navara นั้น ทนทานและแกร่งที่สุดแล้วนั่นเอง





จนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Nissan ได้จัดงานเปิดตัว NP300 Navara ใหม่ขึ้นมานั้น ทางบริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ได้เชิญผมไปร่วมงานเปิดตัวรถที่โรงแรมหรูย่านราชประสงค์ด้วย ผมก็รีบบึ่งไปทันที เพราะอยากรู้ว่า รถกระบะคันนี้ มีดีแค่ไหน?





โดย Nissan เลือกใช้สีส้ม Savanna Orange เป็นสีเปิดตัว





ซึ่งสีส้มสะวันนานี้ มีโทนสีคล้ายกับสีส้ม Sunlight Orange ที่เคยเปิดตัว Nissan March เมื่อปี 2010 นั่นเอง ซึ่งเป็นสีที่ผมชอบเป็นการส่วนตัว จนทำให้ตัดสินใจเป็นเจ้าของ Nissan March สีส้มโดยไม่ลังเล ตามที่เคยเขียนรีวิวไว้ใน  รีวิว Nissan March VL CVT by Biere มันคุ้มค่าแค่ไหน…ที่เฝ้ารอ?





โดย Nissan NP300 Navara นั้น มีด้วยกัน 2 รุ่นหลัก ๆ คือ

1. King Cab (KC)
2. Double Cab (DC)


ส่วนรุ่น Single Cab หรือรุ่นที่ไม่มี Cab นั้น ไม่มีใน NP300 Navara นะครับ แต่นิสสันยังมีจำหน่ายในโฉมเดิมอยู่นั่นเองครับ






มาดูรุ่นแรก King Cab กันครับ กับความแตกต่างในส่วนของ Cab หลัง





แม้รุ่นนี้จะมีแค่ 2 ประตู แต่ก็ให้ความสะดวกในการขึ้น-ลง หรือเก็บข้าวของในช่วง Cab ด้วยประตูแบบตู้กับข้าวนะครับ ไม่ต้องคอยพับเบาะหน้าเพื่อขึ้น หรือลงจากรถครับ





ส่วนรุ่นที่ 2 รุ่น Double Cab หรือ DC นั้น จุดสำคัญคือ มี 4 ประตูครับ





ซึ่งรถกระบะ 4 ประตูนั้น ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน เพราะหลายครอบครัวเลือกใช้เป็นรถหลักของบ้าน เนื่องจากความอเนกประสงค์ของมันนั่นเอง ไม่ว่าจะ

-   นั่งได้ทั้งครอบครัว
-   ขนของในกระบะได้
-   เครื่องยนต์ดีเซล แรง ประหยัด ทนทาน แถมราคาน้ำมันถูกกว่าเบนซิน


ในเมื่อเป็นรถยอดนิยมของบ้านเราด้วยเหตุผลที่คุ้มค่าขนาดนี้ ผมเองคงต้องจัดมาเจาะลึกกันแบบเต็ม ๆ แล้วละครับ เพื่อน ๆ จะได้ทราบว่า Nissan NP300 Navara ใหม่นั้น มันน่าใช้มากน้อยแค่ไหน





แล้วพบกันตอนหน้าครับ กับรีวิว Nissan NP300 Navara Double Cab by Biere ในรุ่น VL Top สุดเลย กับระบบขับเคลื่อน  4WD พร้อมเกียร์อัตโนมัติ  7 สปีด


ไม่นานเกินรอครับ



4
สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากที่พี่ชายผมไปรับรถ Nissan Juke มาแล้วตามรีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอน “รับรถที่โชว์รูม”นั้น





ปัญหาจากการใช้งาน Nissan Juke มาตลอด 1 เดือนตั้งแต่รับรถ ยังไม่เจออะไรใด ๆ ทั้งสิ้น มีแค่ปัญหาเดียวคือ Nissan Juke สีแดงตามท้องถนนมันเยอะมากกกกกกเกินไป





นั่นเป็นเพราะ Nissan Juke สีแดงเป็นสีที่มียอดขายมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากสีขาวเชียวนะ





และนี่คือสิ่งที่ทำให้พี่ชายค่อนข้างกังวลว่า ถ้าวันไหนเกิดเบลอ ๆ ต้องมีเผลอขึ้นรถผิดคันอย่างแน่นอน พี่ชายจึงบอกว่า วันที่ไปรับรถที่โชว์รูมนั้น ได้เห็น Nissan Juke รุ่นพิเศษ ซึ่งก็คือ Nissan Juke Joint Edition ที่นิสสันผลิตมาจำหน่ายรวม 300 คันตั้งแต่งาน Motor Show ที่ผ่านมา และขายหมดลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งพี่ชายก็คิดขึ้นมาว่า อยากแต่งรถออกมาในลักษณะนี้





แต่จะว่าไป การที่ไปทำสติ๊กเกอร์แบบ Joint Edition นั้น ก็จะไม่ทำให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะคันอยู่ดี เพราะแค่ตัว Joint สีแดงก็มีเป็น 100 คันแล้วที่นิสสันทำออกมา


พี่ชายผมจึงมอบโจทย์นี้ให้ผมรับผิดชอบ ว่าจะแต่งสติ๊กเกอร์แบบไหน รถถึงจะมีเอกลักษณ์พิเศษให้จดจำได้ แต่ต้องทำไม่มากจนเกินไป เพราะไม่อยากให้ดูเป็นรถแข่งนั่นเอง





ผมมานั่งคิดอยู่พักนึง ก็นึกถึง Ferrari 458 Speciale ขึ้นมาทันที เพราะม้าลำพองรุ่นพิเศษรุ่นนี้ เพิ่งเปิดตัวไม่นานมานี้ด้วยการติดสติ๊กเกอร์คาดลายสีขาว-น้ำเงินตรงกลางรถ บนตัวถังสีแดง แม้ทาง Ferrari จะแจ้งว่า เป็นการรำลึกถึงตัวแข่งในอดีตที่ใช้สีนี้ในการแข่งขันจนชนะเลิศ แต่ในฐานะคนไทย ต้องยอมรับว่า มันเป็นสีธงชาติไทยชัด ๆ






ที่สำคัญ สีแดงของ Nissan Juke กับสีแดงของ Ferrari 458 Italia นั้น เป็นสีแดงโทนเดียวกัน การได้ดูตัวอย่างจากภาพของ Ferrari ทำให้ผมสามารถ "มโน”ความสวยงามได้ง่ายขึ้น





ผมจึงนำเสนอไอเดียนี้ให้พี่ชายทันที ซึ่งพี่ชายก็ say yes อย่างรวดเร็ว และให้ผมจัดการทำต่อได้เลย ผมจึงติดต่อไปที่ร้าน Tony Wrap ซึ่งเป็นร้านที่ผมเคยนำ Nissan March ไป wrap มาก่อนหน้านี้ตามที่เขียนไว้ในรีวิวแปลงโฉม Nissan March ภาค 2 ตอนที่ 6 "เปลี่ยนสีรถใหม่ ให้สดใส และซาบซ่าส์"  เพราะมั่นใจในฝีมือการ wrap ที่ผ่านมาในรถ Nissan March ของผมนั่นเอง




โดยคุณโทนี่ เจ้าของร้านได้นัดผมเข้าไปแปลงโฉมในวันที่ 16 มิถุนายน ที่ร้าน Tony Speed Wrap ซึ่งตั้งอยู่ในห้าง Makro จรัญสนิทวงศ์





ผมมาถึงก่อนเวลาพอสมควร จนเมื่อเวลาเดินถึง 11 โมงตรงตามที่นัดไว้ ก็ได้เวลาพาน้อง Juke ขึ้นเขียง





ส่วนผมก็มานั่งคอยในห้องรับรองลูกค้าข้าง ๆ ที่มีกระจกมองการทำงานของช่างได้ตลอดเวลา




หลังจากปล่อยช่างวางแผนงานได้สักพัก ทางช่างก็ได้เชิญไปดูงานเบื้องต้น และคุยกันเรื่องขนาด และสัดส่วนต่าง ๆ ให้ถูกใจเรามากที่สุด โดยทางช่างก็ได้แนะนำโค้งเว้าต่าง ๆ ให้เหมาะกับรถเราด้วย






เมื่อบรีฟงานเรียบร้อย ผมเดินกลับมารอที่ห้องรับรองลูกค้า ก็ดันไปสะดุดตากับกรอบป้ายทะเบียนนี้




แหม สีมันช่างเข้ากันพอดีเลยนะ




สักพักมองไปที่รถ เห็นฝากระโปรงหน้าเรียบร้อยแล้ว ช่างก็ไปติดที่หลังคาต่อ




ตามด้วยด้านหลังรถ





ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง (น่าจะมีพักทานข้าว 1 ชั่วโมงด้วย เพราะคาบเกี่ยวช่วงเที่ยง) ก็เสร็จเรียบร้อย พร้อมออกมาโลดแล่นสู่โลกภายนอก






ออกมาแล้ว ผมก็ขอถ่ายรูปคู่สักหน่อย ความรู้สึกตอนนั้นคิดถึงประโยคนี้เลยจริง ๆ

“ธงชาติและเพลงชาติไทย เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เราจงร่วมใจกันยืนตรงเคารพธงชาติ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราช และความเสียสละของบรรพบุรุษไทย”





ก็ไม่รู้สินะครับ เห็นหลายคันไปทำสีคล้ายธงชาติของประเทศอื่น แต่ผมว่าทำสีคล้ายธงชาติไทยดูน่าจะภูมิใจมากกว่า



จ่ายเงินค่าทำเรียบร้อย ก็ทะยานออกจากห้าง Makro ทันที





ต้องบอกว่า feeling ในการขับขี่แปลกตาไปพอสมควรครับ เมื่อเห็นฝากระโปรงหน้ารถ





ทีนี้มาดู Nissan Juke Speciale Version กันแบบเต็ม ๆ ทุกมุมกันบ้างครับ





เริ่มที่ฝากระโปรงหน้า





สติ๊กเกอร์ที่ใช้เป็นแบบเงา เกรดนำเข้าจากเยอรมันครับ





โดยขนาดความกว้างของสีขาวเงา เรายึดจากกระจังหน้ารูปตัว V นั่นเองครับ





จากฝากระโปรงหน้าลากเส้นยาวต่อไปถึงหลังคา





และยังคงลากยาวจนถึงด้านหลังตาม concept Speciale






ครอบผ่านไฟเบรกดวงที่ 3 แบบนี้






ส่วนด้านหลังก็ลงมาแบบนี้ครับ สิ้นสุดหยุดตรงเส้นขอบโครเมียมพอดี




มุมมองด้านหลังแบบเต็มคันครับ





มุมมองจากด้านบนครับ ไกลแค่ไหนคือใกล้? เอ้ยย ไม่ใช่ ไกลแค่ไหนก็จำรถเราได้แน่นอน





ไม่ว่าจะขับอยู่ข้างหน้า




หรือตามมาข้างหลัง





จับแชะกับพี่ ๆ น้อง ๆ ในบ้านหน่อย





หลังจากแต่งเสร็จ หลายคนคงตกใจว่า เฮ้ย ทำไมผมแต่งน้อยจัง ไม่เหมือนตอนแต่ง Nissan March สีส้มเลย ก็อย่างที่บอกไปข้างต้นนั่นละครับ ว่า Juke คันนี้ไม่ใช่รถผม เป็นรถของพี่ชาย และจุดประสงค์การแต่งก็ชัดเจนอยู่แล้ว




ขอบคุณที่เข้ามาอ่านรีวิวแปลงโฉมเล็ก ๆ น้อย ๆ ใน Nissan Juke คันนี้จนจบครับ





แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ




5

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากที่ Nissan Juke เปิดตัวจำหน่ายในไทยมาได้ไม่กี่เดือน ก็พบว่ายอดขายสูงมากกว่าที่คิด แม้ไม่มีตัวเลขยืนยันแน่ชัดจากทางนิสสัน มอเตอร์ แต่การที่ผมได้เห็น Juke วิ่งบนถนนวันละหลายสิบคัน แถมเห็นทุกวัน มันยืนยันได้เป็นอย่างดี






ที่แน่ๆ  บรรดาเพื่อน ๆ หลายคนที่รู้จักก็มาปรึกษา แล้วพากันไปออก Juke อีกหลายคน แม้แต่ลูกค้าที่ร่วมการร่วมงานกันอยู่ ก็ยังไม่วายไปออก Juke มาด้วยซะงั้น





คือถ้า Nissan Juke เป็นรถตลาดทั่ว ๆ ไป เช่น รถ eco car เครื่อง 1000 - 1200 , รถ B Segment เครื่อง 1,500 หรือ รถ C Segment เครื่อง 1600 – 2000 จะออกป้ายแดงกันมามากมาย ผมก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะเป็นเรื่องปกติ





แต่การที่ Nissan Juke เป็นรถหน้าตาที่ฉีกแนวออกไปจากรถตลาดอย่างมาก แถมเปิดตลาดใหม่ กลุ่ม Sport Crossover ที่ไม่มีคู่แข่งเทียบเคียงใด ๆ แม้ใคร ๆ ต่างก็ยัดเยียดรถ Mini SUV จากบางค่ายมาให้เป็นคู่แข่งเพื่อเปรียบเทียบกันก็เหอะ แล้วดันสร้างยอดขายได้มากมายขนาดนี้ ถือว่านิสสัน จู๊คประสบความสำเร็จในเมืองไทยมากมายเลยทีเดียว





และแล้วความร้อนแรงของนิสสัน จู๊ค ก็กลับเพิ่มมากขึ้นไปอีก เมื่อพี่ชายผมได้ตัดสินใจเลือก Nissan Juke สีแดงสดมาเป็นรถคู่ใจคันใหม่ แทนที่ Toyota Vigo ที่ใช้อยู่ทันที ซึ่งการตัดสินใจของพี่ชายครั้งนี้ สร้างความแปลกใจให้ผมพอสมควร เพราะไม่คาดคิดว่า He จะเลือก Juke จริง ๆ 

ผมจึงพาพี่ชายไปจองรถที่โชว์รูมนิสสัน กรุงไทย รามอินทรา กม. 4 เช่นเคย โดยกำหนดนัดรับรถในวันที่ 9 พฤษภาคม 2014





เมื่อถึงวันที่ 9 พฤษภาคมที่เฝ้ารอ ครอบครัวนิสสันครอบครัวนี้ ก็ยกพลกันมารับสมาชิกใหม่ Nissan Juke 1.6 ด้วยรถนิสสันเครื่อง 1600 ถึง 2 คัน นั่นคือ Nissan Tiida 1.6 และ Nissan Sylphy 1.6





ซึ่งทางนิสสัน กรุงไทยก็ได้เตรียมรถ Nissan Juke คันใหม่เอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วด้านหน้าโชว์รูม





รอบนี้ไม่ใช่รถผม ผมจึงปล่อยให้พี่ชายดำเนินการด้านเอกสารไป ส่วนผมก็ออกมาตรวจเช็ครถตามปกติ





ที่จริงแล้ว ผมเองก็รู้จักเจ้า Juke มาระดับหนึ่งแล้ว จากที่ผมได้รีวิวรถ Nissan Juke ฉบับเต็มไปเรียบร้อยแล้วในชื่อตอนว่า “เธอคือ...สิ่งที่ฉันตามหา” ที่เพื่อน ๆ เคยมาอ่านกันแล้วนั่นละ





ซึ่งข้อที่ควรระวังในการรับรถ Nissan Juke นั้น คงมีแค่งานประกอบรถเท่านั้นที่น่ากังวล ดังนั้น ผมจึงเดินตรวจ สำรวจรอบคันให้เรียบร้อย




เสร็จจากภายนอก ก็สำรวจต่อภายใน




เมื่อมั่นใจว่างานประกอบโอเคแล้ว ผมก็มาสำรวจวันที่ผลิตยาง เพื่อให้มั่นใจว่ายางไม่เก่าจนเกินไป





โดยตัวเลขออกมาคือ 1314 นั่นคือ สัปดาห์ที่ 13 ของปี 2014 ซึ่งก็ถือว่าใหม่ทีเดียว เพราะนับนิ้วไปมาก็น่าจะจะผลิตประมาณปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่เอง


จากนั้นมาสำรวจป้ายแดง ก็พบว่ามันไม่มีตรา ขส ตรงมุมล่างขวา แสดงว่าเป็นป้ายปลอม




ผมจึงทักท้วงเซลล์ท่านที เพราะผมเองเน้นย้ำมาก ว่าต้องได้ป้ายแดงแท้เท่านั้น ซึ่งเซลล์ก็แจ้งว่า ช่วงนี้ปล่อยรถ Juke เยอะมาก ป้ายแดงแท้หมดเกลี้ยง แต่มีลูกค้านัดเข้ามาเปลี่ยนป้ายเมื่อวาน เลยคิดว่าจะเปลี่ยนให้ Juke ของพี่ชายผมทัน

แต่ลูกค้าท่านนั้นกลับไม่ได้มาตามนัด เพราะติดธุระ และได้ขอเลื่อนมาคืนป้ายในวันศุกร์แทน เซลล์จึงต้องใส่ป้ายปลอมให้พี่ชายผมมาก่อนชั่วคราว แล้ววันเสาร์จะนัดเข้ามาเปลี่ยนป้ายแดงแท้อีกครั้งหนึ่ง




จบเรื่องป้ายแดงแล้ว มาดูของที่ได้รับกันต่อ เริ่มที่สมุดคู่มือรถ





ตามด้วยสมุดรับประกันและการบำรุงรักษา ซึ่งเอาไว้พกมาเวลาเข้าศูนย์บริการ




เจอกล่องใหญ่ ๆ 1 กล่อง มันคืออะไรหว่า?





เปิดมาดูสิ โห คู่มือระบบเครื่องเสียงเล่มเบ้อเริ่ม




จริง ๆ ก็คงไม่ค่อยได้อ่าน เพราะผมคุ้ยแคะแกะเกาในรีวิวฉบับเต็มไปเองจนหมดไส้ หมดพุงแล้ว




นิสสันมีสายต่อมาให้เพิ่มอีก 1 สาย





ต่อมาเป็นบัตรรับประกันพ่นกันสนิมที่ศูนย์แถมให้




เปิดมามีรายละเอียดและการนัดหมาย




ซึ่งศูนย์พ่นกันสนิมนั้นก็คือ ศูนย์ Car-Lack 68 ที่เพิ่งเข้ามาตั้งสาขาในศูนย์นิสสัน กรุงไทย รามอินทราไม่นานมานี้นี่เอง ซึ่งผมว่าสะดวกกับลูกค้ามาก เพราะตอนที่ผมซื้อ Nissan Sylphy และ Nissan March 2013 เมื่อปีที่แล้วนั้น ศูนย์นิสสัน กรุงไทยได้แถมบริการพ่นกันสนิมของอีกบริษัทหนึ่งให้ ซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่ตรงนี้ ทำให้ลำบากที่จะไปใช้บริการ




เอกสารถัดมาคือ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ที่นิสสันมอบความอุ่นใจให้ตลอด 3 ปีแรกที่ใช้รถคันนี้ มีปัญหาอะไร โทรได้ตลอด แม้น้ำมันหมดจนสตาร์ทไม่ติด ก็โทรมาให้ช่วยเติมน้ำมันให้ฟรีได้ถึง 10 ลิตร  ต่อปี นับว่าดีมาก (แต่รถนิสสันทุกคัน ผมก็ไม่เคยใช้สิทธินะ เพราะการปล่อยให้รถน้ำมันเกลี้ยงถัง มันไม่ส่งผลดีต่อรถของเราเท่าไหร่นัก)




เปิดดูเอกสารถัดไป เป็นสมุดคู่มือฉบับย่อ ที่บอกข้อมูลสำคัญ ๆ เพื่อให้รู้จักและเข้าใจระบบรถคร่าว ๆ เพื่อขับรถกลับบ้านได้ สำหรับคนที่ไม่เคยใช้รถนิสสันมาก่อน ซึ่งเป็นการพัฒนาขึ้นมาของนิสสัน เพราะช่วยมือใหม่ได้เยอะจริง ๆ




และสุดท้ายเป็นใบรับประกันฟิล์มของ Lamina ที่ศูนย์แถมมาให้ด้วย





ว่าแล้วก็ไปดู spec ฟิล์มสิว่า ให้มาถูกไหม?




ซึ่งฟิล์มหลายยี่ห้อจะระบุ spec ฟิล์มแบบนี้เป็นระยะ ๆ นั่นอาจจะทำให้เรารำคาญได้ ถ้าบังทัศนวิสัยในจุดสำคัญ ซึ่ง Lamina ก็ให้น้ำยาลบมาด้วย

โดยเราสามารถเอาสำลีชุบน้ำยานี้ แล้วป้ายออกได้เลย แต่ไม่ต้องลบหมดนะครับ ควรเหลือจุดที่ไม่สำคัญ ที่ไม่ได้บดบังทัศนวิสัยไว้บ้างนะครับ เผื่อฟิล์มมีปัญหา ต้องเคลม จะได้รู้ spec ฟิล์ม เพราะบางทีใบรับประกันก็ไม่ได้ระบุ spec ชัดเจน




ผมตรวจครบเรียบร้อยทุกอย่าง ทางเซลล์ก็เดินมาแซวขำ ๆ ว่า คุณเบียร์มารับรถด้วยแบบนี้ คงไม่ต้องอธิบายการใช้งานรถแล้วมั้งครับ

ผมเลยบอกว่า ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ผมเองอาจจะเคยได้สัมผัสและรีวิว Juke มาก่อนก็จริง แต่ผมก็อยากรับความรู้จากเซลล์อยู่ดี การได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่ดีกว่า เพราะประสบการณ์แต่ละคนย่อมต่างกัน


จากนั้นเซลล์ก็เริ่มอธิบายการใช้งานภายนอกรถให้พี่ชายผมฟัง




ต่อด้วยด้านใน





จุดที่ผมอยากชมเชยคุณอุดม เซลล์ที่ขายรถให้ผมมาเป็นคันที่ 3 แล้วนั้น คือมารยาทและความใส่ใจ เพราะก่อนที่คุณอุดมจะขึ้นรถไปอธิบายการใช้งานนั้น คุณอุดมจะถอดรองเท้าก่อนขึ้นรถทุกครั้ง




เมื่ออธิบายการใช้งานเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาส่งมอบรถ โดยครั้งนี้ ผมยังได้รับเกียรติจากคุณพิสิทธิ์ จันทรเสรีกุล หรือคุณป๊อกกี้ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท สยามนิสสันกรุงไทย มาส่งมอบรถให้ครอบครัวผมด้วยตัวเองเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา





เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยสมบูรณ์ รถนิสสันทั้ง 3 คันก็เคลื่อนตัวออกจากโชว์รูมนิสสัน กรุงไทยเดินทางกลับบ้านกันทันที





จนถึงวันเสาร์ตามที่เซลล์นัดไว้ พี่ชายผมก็ขับเจ้า Juke มาเปลี่ยนป้ายแดงแท้ที่ศูนย์อีกครั้ง เพื่อความสบายใจในการใช้รถ






ผ่านไป 17 วัน ทางคุณอุดมก็โทรมาแจ้งว่า ป้ายขาวมาแล้ว ให้เข้ามาเปลี่ยนได้เลย ซึ่งพี่ชายผมก็รีบขับไปเปลี่ยนทันที เพราะการใช้ป้ายขาว ย่อมสบายใจกว่าใช้ป้ายแดงครับ




ได้เลขทะเบียนคล้ายกันกับ Sylphy เลยทีเดียว ผิดไปแค่ตัวหน้าตัวเดียวเท่านั้น





เป็นอันว่า ครอบครัวผมเสร็จนิสสัน จู๊คไปอีกหนึ่งคันครับ ต้องยอมรับเลยว่าของเค้าดีจริง





แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ




6
สวัสดีครับเพื่อน ๆ


ช่วงหลังมานี้ ทางนิสสัน มอเตอร์ได้มีการปรับตำแหน่งของที่ปัดน้ำฝนกระจกหน้า ให้วางในตำแหน่งใหม่ ซ่อนลงไปเพื่อลดการต้านกระแสลม ตามหลักแอร์โรไดนามิค





ทั้งนี้เพื่อให้รถวิ่งได้ดีขึ้น ประหยัดน้ำมันมากขึ้น





โดยนิสสันสั่งประเดิม เริ่มที่ Nissan Sylphy เป็นคันแรก ตามที่ผมรีวิวไว้ใน รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 8 “วิธีใช้ที่ปัดน้ำฝน และวิธียกก้านที่ปัดน้ำฝน”

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=irt4s_kJx9Y" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=irt4s_kJx9Y</a>



ซึ่งระยะแรกก็สร้างความยุ่งยากให้กับผู้ใช้รถในเมืองไทยพอสมควร เพราะเป็นของใหม่ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน จากยกขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ กลายเป็นต้องมากดปุ่ม ดันก้านกันให้วุ่นวาย





และเมื่อถึงคราว Nissan Juke ก็ได้รับระบบนี้มาด้วยเหมือนกัน ซึ่งเมื่อครั้งที่ผมได้รถมาทำรีวิว Nissan Juke by Biere ฉบับเต็ม ผมก็ใช้วิธีการเดียวกันกับ Nissan Sylphy นี่แหล่ะ





แต่ปรากฎว่า มีเพื่อน ๆ ที่ใช้รถ Nissan Juke หลายคนมาปรึกษาผมว่า ทำตามวิธีที่ผมรีวิวไว้เป๊ะ แต่ไม่สามารถยกที่ปัดน้ำฝนขึ้นได้ นั่นทำเอาผมแปลกใจพอสมควร ว่ามันมีวิธีอื่นอีกหรอ?





และแล้วคำตอบก็มาถึง เมื่อได้น้อง Jucky เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในบ้านอีก 1 คัน ผมก็รีบทดสอบทันที ก็พบว่า วิธีที่ผมใช้ใน Sylphy ไม่สามารถใช้ใน Nissan Juke ที่วางจำหน่ายได้จริง ๆ ซึ่งไม่รู้ว่า ทำไม Nissan Juke คันแรกที่ผมยืมมาทดสอบทำรีวิว ถึงใช้วิธีเดิมได้





ทีนี้มาดูวิธีที่ถูกต้องของ Nissan Juke กันดีกว่าครับ ว่าทำกันยังไง?


กรณีแรก รถดับเครื่องปกติ

ตัวอย่างเช่น เราจอดรถไว้ในบ้าน แล้วกำลังจะล้างรถ หรือเช็ดกระจก ให้เพื่อน ๆ เข้าไปในรถ แล้วกดปุ่ม Start 2 ที โดยไม่ต้องเหยียบเบรค




จนระบบเป็น ON นั่นคือ ไมล์เรืองแสงจะสว่างวาบขึ้นมา เห็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาเต็มไปหมดนั่นแหล่ะ




จากนั้นให้เพื่อน ๆ ดันก้านที่ปัดน้ำฝนขึ้นไปข้างบน 2 ที ติดกันอย่างรวดเร็ว





ที่ปัดน้ำฝนก็จะขึ้นมาแบบนี้




เราก็สามารถยกที่ปัดน้ำฝนขึ้นได้แล้วอย่างสบาย ๆ ง่ายจริง ๆ เลยครับ






จากนั้นเมื่อเราล้างรถ เช็ดกระจกเรียบร้อยแล้ว ต้องการเอาที่ปัดน้ำฝนลง ก็ทำเหมือนเดิม คือ กดปุ่ม start ให้เป็น ON และดันก้านขึ้น"เพียงครั้งเดียว" ที่ปัดน้ำฝนก็จะลงมาอยู่ในตำแหน่งปกติ






กรณีที่ 2 รถสตาร์ทอยู่

เช่น เราขับรถไปล้างที่คาร์แคร์ พอจอดรถแล้ว ยังไม่ได้ดับเครื่อง ก็ต้องส่งรถให้พนักงานที่ร้านนำไปล้าง หรือเห็นเด็กเช็ดกระจกตามสี่แยกไฟแดงพุ่งตรงมาที่รถ ซึ่งดูแล้ว ไม่สามารถเลี่ยงได้ ที่จะโดนที่ยกที่ปัดน้ำฝน ซึ่งกรณีที่ยกตัวอย่างมานี้ เราต้องรีบทำการยกที่ปัดน้ำฝนขึ้นก่อน เพื่อความปลอดภัย





ข้อดีคือ เมื่อเราสตาร์ทรถอยู่แล้ว นั่นแปลว่า ระบบอยู่ในตำแหน่ง ON อยู่แล้วนั่นเอง เพื่อน ๆ ไม่ต้องกดปุ่ม Start อีกให้ยุ่งยาก เพราะเพื่อน ๆ สามารถยกก้านที่ปัดน้ำฝน 2 ครั้งติดกัน ขึ้นได้เลยทันที





และเมื่อจะเอาลง ก็ยกก้านขึ้นด้านบนเพียง 1 ที ที่ปัดน้ำฝนก็จะลงมาในตำแหน่งปกตินั่นเอง





ลองดูตัวอย่างจากคลิปที่ผมทำไว้ให้ดูครับ

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=WdFqZD3WPs4" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=WdFqZD3WPs4</a>



เป็นยังไงบ้างครับ วิธีแบบใหม่ใน Nissan Juke นั้น ง่ายขึ้นเยอะจริง ๆ  ต้องขอชมนิสสัน ที่ได้นำจุดด้อยใน Sylphy ไปปรับปรุงใหม่ และเอามาใส่ใน Juke ทำให้สามารถยกที่ปัดน้ำฝนขึ้นได้ง่ายกว่าเดิมจริง ๆ ครับ ไม่จำเป็นต้องดับเครื่องก่อนทุกครั้งไปเหมือนใน Sylphy นั่นเอง




รีวิวก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านรีวิว Nissan Juke by Biere นะคร้าบบบ


ที่สำคัญ อย่าลืมเอาวิธีไปใช้กันด้วยนะครับ




 

7


ตามธรรมเนียมของรีวิว Nissan by Biere ทุกรุ่น ก่อนจะเข้ารถได้ ต้องรู้จัก เข้าใจและใช้กุญแจรถให้เป็นเสียก่อน เพราะใน Nissan Livina 1.6V CVT ซึ่งเป็นรุ่น Top สุดนั้น เป็นรุ่นเดียวที่ได้กุญแจอัจฉริยะมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเหมือน ๆ กับรถนิสสันรุ่นอื่น ๆ นั่นเอง





และด้วยเงื่อนไขของรถ 5 ประตู (Hatchback) ของนิสสัน กุญแจอัจฉริยะจะมีเพียง 3 ปุ่มเท่านั้น


มีเพียง Nissan Juke นั่นแหล่ะ ที่ถือว่าตัวเองแตกต่างจากพี่น้องร่วมค่าย ถือว่าตัวเองเท่ เป็นรถสปอร์ตพร้อมลุยแบบ Crossover เลยให้มาแค่ 2 ปุ่มพอ

(ที่จริงแอบประหยัดใช่ไหมละ คิคิ)




และโดยปกติ ทุกครั้งที่ผมรับรถ นิสสันจะให้กุญแจอัจฉริยะมาเหมือนกัน 2 อัน  เนื่องจากมีกุญแจเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ภายในกุญแจอัจฉริยะอยู่แล้ว  แต่กุญแจรถ Nissan Livina นั้น กลับมีกุญแจอัจฉริยะเพียงอันเดียว ส่วนกุญแจอีกอันเป็นกุญแจไขธรรมดา

นั่นหมายความว่า Nissan Livina ต้องมีอะไรแตกต่างจากรถนิสสันที่ใช้กุญแจอัจฉริยะรุ่นอื่น ๆ แน่นอน





งั้นเรามาดูกันครับ ว่ากุญแจทั้ง 2 แบบของ Nissan Livina ใช้งานอย่างไร? เริ่มที่แบบแรกกันก่อน


1.   กุญแจอัจฉริยะ





ถ้าเพื่อน ๆ เคยใช้กุญแจอัจฉริยะของนิสสันมาแล้ว หรือไม่เคยใช้แต่เคยอ่านรีวิวจากเบียร์มาก่อนหน้านี้ ก็คงจะเข้าใจอยู่แล้ว ว่ากุญแจอัจฉริยะใช้งานอย่างไร แต่ทั้งนี้ เบียร์ก็ต้องขอ Re-run ตามปกติอีกครั้ง เผื่อเพื่อน ๆ ที่เพิ่งเข้ามาอ่านเป็นครั้งแรกนะครับ

โดยกุญแจอัจฉริยะนั้น สามารถแยกใช้งานได้หลัก ๆ 3 แบบ

1.1 แบบกุญแจรีโมททั่วไป
1.2. แบบกุญแจอัจฉริยะ
1.3 แบบกุญแจธรรมดา

ลองมาดูแบบแรกที่คุ้นเคยกันก่อนครับ

1.1    แบบกุญแจรีโมททั่วไป

การใช้งานแบบนี้ ก็เหมือนรีโมททั่วไป มีปุ่มให้กดอยู่ 3 ปุ่มครับ
เบียร์จะไล่จากบนลงล่างเลยนะครับ




ปุ่มแรก รูปแม่กุญแจล็อคอยู่ ก็ตามภาพครับ เอาไว้กดเพื่อ“ล็อครถ” โดยเมื่อเรากด 1 ครั้ง รถจะมีเสียงดัง “ปี๊ป” 1 ที พร้อมไฟเลี้ยวทั้ง 2 ข้าง สว่างขึ้น 1 ทีเช่นกัน เพื่อบอกว่ารถล็อคให้เรียบร้อยแล้ว





ปุ่มที่สอง รูปแม่กุญแจไม่ได้ล็อค ก็คือ “กดเพื่อปลดล็อค” โดยจะมีเสียงดัง “ปี๊ป ปี๊ป” ดังขึ้น 2 ที พร้อมไฟเลี้ยวทั้ง 2 ข้าง สว่างขึ้น 2 ทีเช่นกัน เพื่อบอกว่า รถได้ถูกปลดล็อคประตูทั้ง 5 บาน พร้อมให้เพื่อน ๆ ได้เข้าไปภายในรถเรียบร้อยแล้ว






ทีนี้มาดูปุ่มสุดท้ายรูปลำโพงสีแดงกันบ้างครับ




ปุ่มนี้เมื่อเบียร์กดค้างมากกว่า 1 วินาที เสียงแตรของรถจะดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหมือนสัญญาณไฟไหม้ห้างไม่มีผิดเพี้ยน โดยจะดังยาวนานประมาณ 25 วินาที ถึงจะหยุด หรือจนกว่าเพื่อน ๆ จะกดปุ่มที่รีโมทปุ่มใดปุ่มหนึ่ง 1 ที เพื่อหยุดเสียงของมัน




ซึ่งปุ่มนี้จะได้ใช้ต่อเมื่อ

กรณีที่ 1 ไปจอดรถไว้ในที่สาธารณะ แล้วพอดีเกิดขี้หลง ขี้ลืม หารถไม่เจอ ก็กดปุ่มนี้ค้างไว้ เพื่อให้รถตอบกลับมาว่า “ฉันอยู่นี่……” แป๊ด แป๊ด แป๊ด แป๊ด แป๊ด
 
เพื่อน ๆ ก็เดินไปตามเสียงร้องของรถได้เลยครับ เจอพิกัด Nissan Livina คันโปรดเมื่อไหร่ ก็อย่าลืมกดปุ่มที่รีโมทอีกครั้งเพื่อปิดเสียงด้วยละ จะได้ไม่รบกวนโสตประสาทชาวบ้านแถวนั้นครับ เพราะเสียงแตรมันดังได้ใจจริง ๆ



กรณีที่ 2 เพื่อน ๆ อาจจะเห็นใครมาด้อม ๆ มอง ๆ หรือทำอะไรมิดีมิร้ายแถวรถของเรา ไม่ว่าจะหมาเตรียมฉี่ใส่ล้อ หรือโจรเตรียมแงะรถ ก็กดปุ่มนี้ เพื่อให้คน(หรือหมา)เหล่านั้นตกใจ และหนีไป รวมถึงเรียกร้องความสนใจจากคนแถวนั้นให้หันมามองด้วย ว่ามีอะไรเกิดขึ้น


จะว่าไป หลักการคล้ายสัญญาณกันขโมยทั่วไปนั่นแหล่ะครับ เพียงแต่ต้องกดปุ่มด้วยตัวเองครับ ซึ่งผมทดสอบกดจากคอนโดชั้น 8 ลงมา รถก็สามารถร้องได้เช่นกันครับ




หรือถ้าเพื่อน ๆ อยากดูตัวอย่างแบบคลิป VDO ก็สามารถดูได้จากคลิปที่เบียร์เคยทดสอบกับ Nissan March นั่นเองครับ

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=I-54jvnIf9o" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=I-54jvnIf9o</a>





แบบที่ 1.2 กุญแจอัจฉริยะ

ระบบกุญแจที่ผมชอบมากที่สุด เพราะไม่ใช่แค่สะดวกสบาย แต่ยังปลอดภัยอีกต่างหาก เพราะเพียงเพื่อน ๆ พกกุญแจอัจฉริยะไว้ในกระเป๋า ไม่ว่าจะกระเป๋าเสื้อก็ได้ กระเป๋ากางเกงก็ดี หรือถ้ามีกระเป๋าสะพายก็จัดไป!! การเข้า-ออก เปิดรถ ปิดรถ รวมถึงสตาร์ทรถมันง่ายดายเหลือเกิน

เริ่มด้วยการเปิดรถก่อนครับ จากนั้นก็เดินมาที่ประตูด้านหน้า ฝั่งไหนก็ได้ เพื่อน ๆ จะเห็นปุ่มเล็ก ๆ สีดำที่มือเปิดประตูทั้ง 2 ด้านแบบนี้





ในกรณีที่รถล็อคอยู่ เมื่อเรามากดปุ่มสีดำนี้ 1 ที รถก็จะปลดล็อค สังเกตได้จากเสียงสัญญาณปี๊ปจะดัง 2 ครั้ง (พร้อมไฟฉุกเฉินกระพริบ 2 ครั้งเช่นกัน)

ในทางกลับกัน ถ้ารถไม่ได้ล็อค แล้วเรากดปุ่มนี้ 1 ที รถก็จะล็อคทันที ด้วยการส่งเสียงปี๊ปเพียงครั้งเดียว และไฟฉุกเฉินจะสว่างขึ้น 1 ครั้งนั่นเอง





ซึ่งปุ่มนี้จะใช้งานได้ต่อเมื่อ กุญแจอัจฉริยะอยู่กับตัวเพื่อน ๆ ในรัศมีระหว่างปุ่มสีดำและตัวกุญแจไม่เกิน 80 เซนติเมตรครับ


นั่นคือ ถ้าเพื่อน ๆ ยืนอยู่ที่ประตูคนขับ แล้วไม่ได้กดปุ่ม แต่มีแฟน หรือใครอีกคนมากดปุ่มอีกปุ่มที่ฝั่งคนนั่ง ประตูจะไม่ปลดล็อคให้นะครับ เพราะกุญแจอัจฉริยะอยู่ใกล้ปุ่มไหน ปุ่มนั้นถึงจะทำงานครับ


ดังนั้น สบายใจได้ ว่าถ้าเราเดินมาที่ประตูรถแล้ว จะมีใครมากดปุ่มอีกฝั่งแย่งเราขึ้นรถก่อนนั้น ไม่มีทาง!! ยกเว้นเราจะกดปุ่มฝั่งเราเปิดให้ก่อน อีกฝั่งก็สามารถเปิดประตูได้ปกติครับ




และในกรณีที่กุญแจอัจฉริยะอยู่ภายในรถ แม้จะอยู่ในรัศมี 80 เซนติเมตรก็ตาม แต่เพื่อน ๆ ก็ไม่สามารถกดปุ่มเพื่อปลดล็อคหรือล็อครถได้นะครับ เพราะระบบจะจับได้ว่ากุญแจอยู่ข้างในรถครับ




ลองมาดูตัวอย่างความชาญฉลาดกันครับ

ตัวอย่างที่ 1 ถ้าเราลืมกุญแจอัจฉริยะไว้ในรถ (อาจจะอยู่ในกระเป๋าสะพายแล้วไม่ได้เอาลงมาด้วย) เมื่อเราลืมตัว กดปุ่มเพื่อล็อครถ รถจะไม่ล็อคให้นะครับ และจะส่งเสียงเตือนติ๊ดติ๊ดติ๊ดแบบถี่ ๆ เพื่อบอกว่า เราลืมกุญแจไว้ในรถ

ตัวอย่างที่ 2 ถ้าเรานั่งอยู่ในรถ ล็อครถแล้ว กุญแจอยู่กับตัวเราภายในรถ แต่มีผู้ไม่ประสงค์ดี เดินมากดปุ่มที่มือจับประตู เพื่อจะปลดล็อครถ ก็ไม่สามารถทำได้เช่นกันครับ

ตัวอย่างที่ 3 ถ้าประตูรถบานใด บานหนึ่งปิดไม่สนิท แม้เราจะนำกุญแจอัจฉริยะติดตัวมาแล้ว แต่เมื่อเรากดปุ่มสีดำที่ประตู รถก็จะไม่ยอมล็อคให้ครับ จะส่งเสียงเตือนให้เรารู้ว่าประตูปิดไม่สนิท เพื่อความปลอดภัยของเรานั่นเอง




การเปิดฝากระโปรงหลัง

โดยปกติ เมื่อเรากดปุ่มสีดำที่มือจับประตูด้านหน้า รถจะปลดล็อคประตูทุกบานอยู่แล้ว รวมถึงประตูหลัง เช่น ผมกดอยู่ที่ประตูคนขับ ภรรยาที่รออยู่ด้านท้ายรถ ก็เปิดประตูหลังเก็บของได้ทันที หลังจากที่ผมกดปุ่มสีดำเรียบร้อยแล้วนั่นแหล่ะ


แต่ทีนี้ เมื่อเพื่อน ๆ เดินมาที่รถด้วยข้าวของสัมภาระเต็มไม้ เต็มมือ มันคงยุ่งยากและวุ่นวายกับการควานหากุญแจมากดปุ่มหรือไข เพื่อเก็บข้าวของเหล่านั้น แต่เพื่อน ๆ สบายใจได้ เพราะเรามีกุญแจอัจฉริยะติดอยู่กับตัว ลืมความวุ่นวายในการล้วงหากุญแจรถจากกระเป๋าขึ้นมาไขหรือกดปุ่มแบบรีโมทไปได้เลย


ที่สำคัญ ไม่ต้องเสียเวลาไปกดปุ่มที่ประตูรถด้านหน้าด้วย แต่ให้เพื่อน ๆ พุ่งตรงไปที่ด้านหลังรถเลย จะเห็นปุ่มสีดำอยู่ใต้โลโก้นิสสัน




ก็กดปุ่มนี้เพื่อปลดล็อครถได้ทันทีครับ การใช้งานเหมือนกับอีก 2 ปุ่มที่ประตูหน้าเป๊ะเลย เท่ากับว่า มีปุ่มนี้ 3 ปุ่ม 3 มุมให้เพื่อน ๆ เลือกเปิดรถหรือปิดรถได้ตามความสะดวกเลย




เพราะกดเพียงปุ่มใดปุ่มหนึ่ง ก็สามารถเปิดประตูได้ทั้ง 5 บานแบบนี้นั่นเองครับ







แบบที่ 1.3 กุญแจธรรมดา

ทีนี้ลองมาดูการใช้กุญแจอัจฉริยะในรูปแบบธรรมด๊า ธรรมดากันบ้างครับ โดยก่อนอื่น ให้เพื่อน ๆ พลิกไปดูด้านหลังของกุญแจรูปเมล็ดข้าวก่อน จะพบสลักปลดล็อค





ก็ให้เพื่อน ๆ เลื่อนสลักเพื่อปลดล็อค โดยถ้าตามตำแหน่งในภาพแล้ว ให้เลื่อนไปทางซ้าย




แล้วดึงกุญแจที่ซ่อนอยู่ขึ้นมาครับ




ก็จะได้กุญแจออกมาแบบนี้




ซึ่งกุญแจนี้ เราจะได้ใช้จริง ๆ ก็ต่อเมื่อ แบตเตอรี่กุญแจอัจฉริยะหมดนั่นเอง ซึ่งถ้าหมด ก็เปลี่ยนได้ด้วยตัวเองง่าย ๆ ตามรีวิว วิธีเปลี่ยนถ่าน “กุญแจอัจฉริยะ” ของ Nissan 

แต่ถ้าหมดฉุกเฉิน ไม่ทันได้เปลี่ยน เราก็ต้องใช้กุญแจนี้ละครับในการเปิด-ปิดรถ รวมถึงสตาร์ทรถนั่นเอง



มาดูวิธีใช้กุญแจกันครับ เริ่มที่การเปิดประตูรถ ก็เอากุญแจเสียบเข้าไปแบบนี้




ถ้าเราบิดกุญแจไปทางขวาแบบนี้ คือการล็อครถทุกบาน





บิดไปแล้ว ประตูด้านหน้าก็จะเปิดไม่ได้




ประตูหลังก็เช่นกัน





ดังนั้น ถ้าเราจะปลดล็อครถ ก็ให้บิดกุญแจมาฝั่งซ้ายแทน




แต่แล้ว ผมก็พบความแตกต่าง เพราะเมื่อผมบิดกุญแจมาทางซ้ายแล้ว ประตูรถสามารถเปิดได้ทุกบานเลยครับ!!




ที่มันแตกต่าง เพราะรถนิสสันคันอื่นที่มีกุญแจอัจฉริยะนั้น เวลาดึงกุญแจมาไขแบบนี้ จะสามารถเปิดหรือปิดได้เพียงประตูคนขับบานเดียวเท่านั้นครับ แต่ในนิสสัน ลิวิน่า กลับเปิดได้ทุกประตูเลย!!




จากนั้น ลองเอากุญแจสำรองดอกใหญ่มาทดสอบบ้างครับ




ก็พบว่า การใช้งานไม่ต่างกันเลยครับ





แต่ทีนี้เวลาเพื่อน ๆ ไปจอดรถตามที่สาธารณะต่างๆ  เช่น ห้างสรรพสินค้า อาคารจอดรถ




เคยมีข่าวครึกโครมว่า มีผู้ร้ายแอบอยู่อีกด้านของรถ แล้วอาศัยจังหวะเพื่อน ๆ ปลดล็อครถ รีบเปิดประตูเข้ามาทำมิดีมิร้ายทันที

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ไม่สามารถเดินตรวจสอบรถได้รอบคันก่อน วิธีป้องกันที่ดี คือ การปลดล็อคประตูคนขับเพียงด้านเดียวนั่นเองครับ


ซึ่งเดิมที ผมจะแนะนำเพื่อน ๆ ที่ใช้นิสสันรุ่นอื่น ๆ ว่า ให้ดึงกุญแจออกมาไขแทนการกดปุ่มสีดำ ก็จบแล้ว เพราะกุญแจเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในกุญแจอัจฉริยะนั้น สามารถเปิดประตูคนขับได้เพียงด้านเดียวอยู่แล้ว





แต่ในเมื่อกุญแจของ Nissan Livina กลับแตกต่างจากรถนิสสันคันอื่น เพราะบิดทีเดียว สามารถปลดล็อคได้ทุกด้าน ก็ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะผมมีเทคนิคการเปิดเพียงด้านเดียวมาให้เพื่อน ๆ ใช้กัน




โดยวิธีทำคือ แทนที่เพื่อน ๆ จะบิดกุญแจไปทางซ้ายเพื่อปลดล็อค ให้เพื่อน ๆ บิดไปทางขวาแทน




จากนั้น บิดกลับมาทางซ้ายทันที




ประตูคนขับจะเปิดได้เพียงบานเดียวครับ งานนี้ไม่ต้องพึ่งไสยศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์มีจริงครับ ไม่เชื่อลองดู 55555+


แต่ถ้าอ่านแล้วงง ก็คงต้องดูคลิปครับ จะได้เข้าใจเทคนิค

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=2ZXliFE1rrU" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=2ZXliFE1rrU</a>





เมื่อเปิดรถ ปิดรถเป็นแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลา Start Your Engine!!


แต่แฟนพันธุ์แท้กุญแจอัจฉริยะอาจจะต้องผิดหวัง เพราะปุ่มสตาร์ทรถกลม ๆ ส้ม ๆ ที่คู่กันมาแต่ชาติปางก่อน มันหายไป!!




กลับกลายเป็นเพียงมือบิดแบบนี้เท่านั้น





ซึ่งมือบิดแบบนี้ ทำให้ผมคิดถึง Nissan Teana J31 รุ่นแรกขึ้นมาจับใจ เพราะที่เคยใช้มา เป็นแบบนี้เป๊ะเลย




Nissan Livina แอบย้อนเวลาหาอดีต ถ้าเพื่อน ๆ ไม่รู้ว่า Nissan Teana รุ่นนี้นานแค่ไหน ก็ดูหน้าผมเอา ว่าหน้าเด็กกว่าตอนนี้กี่ปี 55555+





ทีนี้มาดูการสตาร์ทกันครับ แยกเป็น 2 แบบ

1.   แบบกุญแจอัจฉริยะ
2.   แบบกุญแจปกติ


แบบที่ 1 กุญแจอัจฉริยะ




ถ้าเพื่อน ๆ พกกุญแจอัจฉริยะในกระเป๋าอยู่แล้ว เปิดรถเข้ามานั่งแล้ว เวลาจะสตาร์ทรถก็เพียงเอามืดมาบิดเจ้าตัวนี้ไปด้านหน้าตามจังหวะ คล้าย ๆ กันบิดกุญแจรถของรถที่ใช้ระบบกุญแจธรรมดานี่ละครับ เพียงแต่เราใช้มืดตัวเองบิดได้เลย


ซึ่งมันจะมีระดับจริง ๆ อยู่ 4 ระดับครับ

1.   LOCK ใช้เวลาจอดรถ ปิดระบบไฟทุกอย่าง ล็อคระบบในรถ
2.   เลข 1 ปิดระบบไฟ แต่ไม่ได้ล็อคระบบในรถ
3.   ACC (เลข 2) เปิดระบบไฟบางอย่าง เช่น เปิดวิทยุได้
4.   ON (เลข 3) เปิดระบบไฟทั้งหมด


ส่วน START (เลข 4) นั้น ใช้บิดไปเพื่อสตาร์ตเครื่องยนต์ เมื่อสตาร์ทติดแล้ว จะกลับมาอยู่ที่ ON นั่นเองครับ




โดยการบิดจาก LOCK ไป ที่เลข 1 นั้น เพื่อน ๆ ต้องกดปุ่มมันลงไปด้วยนะครับ ถึงจะบิดได้




แต่ถ้าบิดจาก 1 ขึ้นมา ACC หรือ ON จนถึง Start ไม่ต้องกดปุ่มครับ บิดต่อได้เลยทันที





เมื่อเราบิดจนถึง ON แล้ว




หน้าปัดก็จะสว่าง พร้อมมีสัญลักษณ์เตือนขึ้นมามากมายแบบนี้




จากนั้นให้เราบิดไปข้างหน้าอีกที เครื่องยนต์ก็จะติดขึ้นมาอย่างง่ายดาย พร้อมให้เพื่อน ๆ ขยับล้อหมุนได้ทันที


และถ้าจะดับเครื่องก็บิดกลับจนสุดมาอยู่ที่ Lock เหมือนเดิมครับ เท่านั้นเอง



แบบที่ 2 กุญแจธรรมดา

ใช้ได้เหมือนกันทั้งกุญแจที่ซ่อนอยู่  และกุญแจสำรองดอกใหญ่ ครับ วิธีเดียวกันเลย เพียงแต่เราไม่สามารถบิดปุ่มได้เลยเหมือนกุญแจอัจฉริยะ

เพราะเราต้องนำกุญแจเสียบเข้าไปแบบนี้ก่อน




รูเปิดแล้ว




เสียบเข้าไปให้ลึกสุดใจ





จากนั้นก็ทำวิธีเหมือนด้านบนที่บอกไปเลยครับคือ “บิด ชิมครีม และจุ่มนม” เอ๊ยย ไม่ใช่ บิดไปข้างหน้าตามจังหวะจะโคนที่ต้องการได้เลยครับ




และเมื่อจะดับเครื่อง ก็บิดกลับมาที่ Lock เหมือนเดิม




และอย่าลืมดึงกุญแจออกไปด้วยนะจ๊ะ






ระบบกันขโมยและกุญแจ Immobilizer

ความปลอดภัยที่นิสสันมอบให้กับ Nissan Livina ทุกรุ่น ทุกคัน ทุกราคานั้น คือ สัญญาณกันขโมย เวลามีการงัดประตู ก็จะมีเสียงร้องดังกังวานขึ้นมาทันที





แต่เฉพาะรุ่น V CVT ตัวท็อปเท่านั้น ที่มีระบบกุญแจ Immobilizer ติดมากับกุญแจอัจฉริยะ ไว้ตรวจสอบกุญแจที่กำลังจะสตาร์ทรถว่า เป็นกุญแจตัวจริงที่ถูกต้องหรือเปล่า ดังนั้น การจะ Copy กุญแจผีมานั้น อาจจะเปิดรถได้ แต่ไม่สามารถสตาร์ทรถได้ครับ




โดยถ้าสังเกตให้ดี ก่อนสตาร์ท จะเห็นรูปรถสีแดง ๆ กระพริบอยู่ที่เรือนไมล์ นั่นคือ ระบบ Immobilizer กำลังทำงาน เพื่อตรวจสอบกุญแจอยู่นั่นเองครับ ถ้าตรวจสอบผ่านแล้ว รูปรถสีแดง ๆ ก็จะหายไป




ดังนั้น ถ้าจอดรถเอาไว้ แล้วแอบมองเข้าไปในรถ เห็นไฟสีแดง ๆ กระพริบอยู่ ไม่ต้องตกใจอะไรนะครับ นี่คือ เรื่องปกติ ที่ไฟจะต้องกระพริบตรวจสอบระบบตลอดเวลาครับ








การล็อครถโดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์



สำหรับเพื่อน ๆ ที่จำเป็นต้องแวะทำธุระ เช่น เข้าห้องน้ำที่ปั๊ม หรือแวะซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ  แต่ไม่อยากดับเครื่อง เพราะอยากให้ผู้โดยสารที่มากับเรานั่งรอ หรือนอนรอสบาย ๆ ในรถนั้น สามารถทำได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เทคนิคใด ๆ นะครับ

เพียงนำกุญแจที่ซ่อนอยู่ในกุญแจอัจฉริยะออกมา





แล้วเอากุญแจเสียบเข้าไป จากนั้นก็บิดไปทางขวาเพื่อล็อครถทุกบานได้ทันทีครับ แม้เครื่องยนต์ยังติดอยู่




เพียงเท่านี้ เราก็ไปทำธุระส่วนตัว ไม่ว่าจะถ่ายหนัก ถ่ายเบาได้สบายใจแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะมีมิจฉาชีพมาแอบเปิดรถ แล้วขับหนีไปนั่นเองครับ





พอเรากลับมาที่รถ ก็ไขกุญแจ บิดไปทางซ้าย ก็ขึ้นรถได้เลย เท่านี้ก็เรียบร้อยครับ ไม่ต้องมีเทคนิคใด ๆ ให้ยุ่งยากเหมือนกุญแจอัจฉริยะของนิสสันรุ่นอื่น ที่ผมเคยแนะนำว่า ต้องล็อครถก่อนลงจากรถเท่านั้นครับ ถึงจะทำแบบนี้ได้




สำหรับรีวิวในตอนที่ 2 ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ ในตอนหน้า เบียร์จะพาไปสำรวจ Option ภายใน อย่าลืมติดตามกันเช่นเคยนะคร้าบบบบ


8


สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากที่นิสสัน มอเตอร์ได้นำเข้า Nissan Juke รถสปอร์ตครอสโอเวอร์สุดชิคมาจากประเทศอินโดนีเซีย เปิดตลาดใหม่ สร้างยอดขายถล่มทลาย วิ่งกันมากมายเต็มถนน และเบียร์เองก็ได้รีวิวไปก่อนหน้านี้แล้วที่ รีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอน “เธอคือ...สิ่งที่ฉันตามหา”





จนเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทางนิสสันก็ได้นำเข้า Nissan Livina จากอินโดนีเซียตามมาเปิดตัวต่อทันที ด้วยภาพลักษณ์ของรถ Compact SUV รถอเนกประสงค์ขนาดกลางมาเป็นทางเลือกให้ลูกค้าอย่างเรา ๆ ได้มีทางเลือกเพิ่มขึ้น





ซึ่งเบียร์เองก็ไม่พลาดที่นำเจ้านิสสัน ลิวิน่ามาทดสอบ ทำรีวิวให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักเจ้ารถอเนกประสงค์คันนี้มากขึ้นเหมือนเช่นเคย งั้นตามเบียร์มาดูพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าครับ ว่า Nissan Livina จะเติมความสุขให้ทุกเส้นทางได้จริงหรือไม่?





แต่เมื่อผมไปรับรถ Nissan Livina สีแดงคันงามมาจอดที่บ้านตั้งแต่ช่วงเช้านั้น




ยังไม่ทันได้สำรวจตรวจตราฟังค์ชั่นใด ๆ ในรถ ภรรยาก็เดินมาหา แล้วถามผมว่า “วันนี้พี่เบียร์มีธุระที่ไหนบ้างคะ?”

เบียร์เลยตอบไปว่า “วันนี้พี่มีนัดเอาหนังสือไปส่งลูกค้าเจ้าประจำ 170 เล่มครับ ส่วนตอนเย็นเล่นฟิตเนสตามปกติ ค่ำ ๆ พี่ ๆ ในก๊วนจักรยาน เค้าชวนไปขี่จักรยานสำรวจเส้นทางใหม่ครับ”


ภรรยาผมทำหน้าหนักใจนิดหนึ่ง ก่อนจะบอกว่า “พอดีวันนี้เจมีประชุมทั้งวันเลย แต่ดู To Do List วันนี้สิ ไม่มีเวลาเลย ประชุมเสร็จก็ 6 โมง ก็ถึงเวลาต้องไปฟิตเนสแล้ว”


เบียร์ยื่นมือไปหยิบกระดาษโน้ตจากมือภรรยามาอ่าน มีใจความสำคัญดังนี้

-    คุณแม่ยายต้องการเก้าอี้ , ไม้ขัดพื้น , ต้นไม้ , ดิน , ปุ๋ย ไปแต่งสวนวันนี้
-    โช้คเก้าอี้ทำงานเสีย ส่งร้านซ่อมด่วน (ผมนึกในใจ น้ำหนักขึ้นละสิ 55555+)
-    เก้าอี้พักผ่อน , กระดาษ A4 1 ลัง ที่คุณแม่ผมฝากซื้อ รวมถึงพัดลมที่ฝากซ่อมจนเสร็จแล้ว ต้องเอาไปให้วันนี้
-    ตอนเย็นเข้าโปรแกรมโยคะที่ฟิตเนส

ดูภารกิจของภรรยาก่อนไปฟิตเนสแล้ว เบียร์สามารถปฏิบัติแทนได้หมด แต่คิดเล่น ๆ ดูแล้ว ไม่น่าจะขนสิ่งของทุกอย่างใน list ไปพร้อมกันได้ คงต้องตีรถกลับไป กลับมาแน่นอน ซึ่งก็คงจะเสียเวลาและค่าน้ำมันอยู่พอสมควร


แต่ถึงยังไงเราต้องทำตัวแมน ๆ ไว้ก่อน ให้แฟนอ่อนใจ เบียร์เลยจัดการไปขนของทุกอย่างมากองรวมกันดู
 






เบียร์ยืนมองดูของทั้งหมดแล้วก็แอบหนักใจพอควร แต่เมื่อหันไปมองสมาชิกใหม่ในบ้านคันนี้




ก็แอบมีความหวังเล็ก ๆ  เลยจัดการเปิดฝาท้ายทันที





และเบียร์ก็เขียน List รายการออกมาใหม่ ตามลำดับเส้นทางและตารางเวลาดังนี้

1.   ส่งหนังสือให้ลูกค้า
2.   แวะเอาของไปให้คุณแม่ยาย
3.   ส่งเก้าอี้ซ่อม
4.   แวะเอาของไปให้คุณแม่ผม
5.   เล่นฟิตเนสกับภรรยา
6.   ขี่จักรยานกับเพื่อน


แล้วค่อย ๆ ลองใส่ของไปทีละอย่าง ด้วยการเอาของที่ใช้หลังสุดเข้าไปก่อน  เริ่มที่โปรแกรมสุดท้าย ขี่จักรยานกับเพื่อน สิ่งของประกอบไปด้วย

-   จักรยานล้อ 26 นิ้ว 1 คัน
-   กระติกน้ำขนาดใหญ่ ไปทานกับเพื่อน ๆ
-   หมวกกันน็อค





โดยจักรยานนั้น ผมใช้การถอดล้อหน้าออกล้อเดียว แล้วใส่ไปตามภาพแบบนี้





ตามด้วยโปรแกรมต่อมา คือ เล่นฟิตเนสกับภรรยา ประกอบไปด้วย

-   กระเป๋าเสื้อผ้า 2 ใบ
-   รองเท้า 2 คู่
-   กระเป๋าโน้ตบุ๊คติดไป เผื่องานเข้า 1 ใบ




จัดการใส่เข้าไปในรถซะ





ต่อมาคือ ของที่จะเอาไปให้คุณแม่ผม ประกอบไปด้วย

-   เก้าอี้พักผ่อน 1 ตัว
-   พัดลม 1 ตัว
-   กระดาษ A4 1 ลัง




ก็ใส่เข้าไปซะ




ตามด้วยลำดับถัดมา เก้าอี้สำนักงาน




ลงช่องนี้พอดีเลย




ลำดับถัดมา คือ ชุดทำสวนของคุณแม่ยาย ประกอบด้วย

-   เก้าอี้พลาสติค 1 ตัว
-   ไม้ขัดพื้น 1 อัน
-   ต้นไม้ 2 กระถาง
-   ดิน 2 ถุง
-   กากมะพร้าวทำสวน 2 ถุง




ใส่เข้าไปทางซ้าย




แล้วโยกย้ายมาใส่ทางขวา





และสุดท้าย หนังสือส่งลูกค้า 17 ห่อ ห่อละ 10 เล่ม รวม 170 เล่ม





จะมีที่วางไหมน้อ?





เปิดประตูขวาหลัง ยังมีที่เหลือแฮะ





ใส่เข้าไปเล้ยยยยจนครบ






มาดูภาพรวมกันครับ





เริ่มที่ประตูด้านท้าย




แล้วเปิดประตูซ้ายหลัง





จากนั้น เดินมาเปิดประตูซ้ายหน้า ก็เห็นว่า ภรรยาสามารถนั่งไปด้วยเลยได้สบาย ๆ  เลยบอกเธอว่า นั่งไปด้วยกันคันเดียวนี่ละ เดี๋ยวไปส่งที่ออฟฟิศก่อน จะได้ไม่ต้องขับอีกคันไปให้เปลือง





ทำไปทำมา เกินคาดครับ ภารกิจทั้งหมดบรรจุไว้ได้ใน Nissan Livina คันนี้คันเดียว แถมยังไปส่งภรรยาได้อีกด้วย ไม่ต้องให้เธอขับไปเองอีกคัน





ปิดฝาท้ายลงได้อย่างสนิทแนบแน่น




ลองดูด้านข้างของรถ หลังบรรทุกของทั้งหมดเข้าไปครับ




ขนไปตั้งเยอะ ล้อก็ยังไม่ติดซุ้มเลย





มุมมองด้านหน้าครับ




ออกเดินทางปฏิบัติภารกิจ





หลังจากทำภารกิจทุกอย่างครบเรียบร้อยแล้ว ทำให้รู้สึกว่า Nissan Livina คุ้มค่าอย่างมากเลยครับ ที่ช่วยให้งานของผมทุกอย่างสำเร็จ เสร็จสิ้นในวันเดียว บาลานซ์ชีวิตได้ครบถ้วน ทั้งธุรกิจ ชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และเพื่อนฝูง




เพราะถ้าไม่ได้ Nissan Livina มาช่วยปฏิบัติภารกิจดูแลครอบครัวในครั้งนี้ ตำแหน่ง Family Man หรือ “ผู้ชายรักครอบครัว” ก็คงจะไม่สมบูรณ์อย่างแน่นอนครับ





แล้วในตอนหน้า เบียร์จะพาเพื่อน ๆ มารู้จักกุญแจอัจฉริยะของนิสสัน ลิวิน่ากัน ไปดูกันต่อเลยที่ รีวิว Nissan Livina 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 2 : "กุญแจอัจฉริยะที่แตกต่าง" ครับ






9

หลังจากเพื่อน ๆ ได้ดูข้อมูลเบื้องต้นของวิทยุติดรถยนต์นิสสัน มาร์ช อย่างเจ้า SKW March GO ไปเรียบร้อยแล้วในรีวิว “เติมเต็มความบันเทิงด้วย March GO” ตอนที่ 1 : เปลี่ยน…สู่สิ่งที่ดีกว่า

ในตอนที่ 2 ผมจะพามาเจาะดูการตั้งค่าของเครื่องกันก่อนเลย ก่อนที่จะพาไปสัมผัสความบันเทิง เพราะแต่ละคน ย่อมชอบไม่เหมือนกัน

ซึ่งการเข้าไปตั้งค่าเครื่องนั้น จะต้องเข้าจากเมนูหลัก ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ เปิดเพลงฟังอยู่ในโหมดไหนก็ตามแต่ จะเห็นรูปลูกศรย้อนขึ้นที่มุมบนขวาของหน้าจอแบบนี้




ก็กดไป 1 ทีครับ





ผลก็คือ เราจะกลับมาหน้าเมนูหลักแบบนี้




การตั้งค่าเครื่องก็ให้เพื่อน ๆ กดที่ SETUP 1 ที





ก็จะเข้าสู่หน้าจอ SETUP แบบนี้ครับ





ถ้าเพื่อน ๆ เอานิ้วสไลด์หน้าจอขึ้น ก็จะเจอเมนูการตั้งค่าอีกเพียบครับ




ก่อนอื่นเลย เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะไม่ถนัด หรือไม่ชอบภาษาอังกฤษ ผมแนะนำให้เปลี่ยนภาษาก่อนเลยครับ โดยเข้ามาที่เมนู Lang. ซึ่งย่อมาจาก Language หรือแปลว่า "ภาษา" นั่นเอง





พอเข้ามาแล้วก็จะเจอหน้าจอเลือกภาษา ซึ่งมีให้เลือกถึง 11 ภาษาเลยทีเดียวได้แก่

1. จีน
2. อังกฤษ
3. ฝรั่งเศส
4. สเปน
5. เยอรมัน
6. รัสเซีย
7. อิตาลี
8. โปรตุเกส
9. อะราบิค
10. ไทย
11. จีนกลาง

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ถนัดภาษาอะไรก็สามารถเลือกได้เลยตามใจชอบครับ แต่ถ้าจะเลือกไทยก็สไลด์หน้าจอลงมาเรื่อย ๆ จนถึงภาษาที่ 10




ก็จิ้มไปที่คำว่า Thai 1 ที หน้าจอก็จะแสดงผลเป็นภาษาไทยทันที แบบนี้





จากนั้นให้เรากดปุ่มลูกศรย้อนขึ้น 1 ที ก็จะพบว่า เมนูการตั้งค่าได้เปลี่ยนเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว




ลองสไลด์ดูเมนูอื่น ๆ ด้านล่าง





ทีนี้ลองมาเจาะดูแต่ละเมนูกันครับ ว่ามีอะไรให้เราเล่นบ้าง

เริ่มที่เมนูแรกคือ "วอลล์เปเปอร์" ซึ่งในเมนูนี้จะเป็นการเปลี่ยนภาพพื้นหลัง โดยมีให้เลือกเปลี่ยนตามสไตล์ถึง 42 ภาพ










โดยการเลือกภาพพื้นหลัง เราก็เพียงเอานิ้วปัดหน้าจอสไลด์ไปทางซ้ายหรือขวา จนเจอภาพที่เราถูกใจก็จิ้มไปที่ภาพ 1 ที ภาพพื้นหลังก็จะเปลี่ยนใหม่ให้ทันทีและทันใจ

ทีนี้กดลูกศรย้อนขึ้นมาดูเมนูที่ 2 กันครับ นั่นคือ "หมุน" หรือภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า "Wheel" ซึ่งมันคือการตั้งค่า "ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย" นั่นเอง





ซึ่งเพื่อน ๆ อาจจะงงว่า ตั้งค่าทำไม ในเมื่อปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัยก็มีสัญลักษณ์บอกอยู่แล้ว ว่ากดปุ่มแต่ละปุ่มเป็นการใช้คำสั่งอะไร





แต่นั่นคือการใช้งานแบบปกติ ซึ่งมีอยู่แล้วในเครื่องเสียงติดรถจากโรงงาน ที่จะถูกกำหนดค่ามาตามมาตรฐาน แต่เครื่องเสียง SKW March GO นั้นมีความพิเศษให้ตรงที่เราสามารถปรับแต่งปุ่มทั้ง 5 ปุ่มนั้นได้อย่างอิสระ ตามใจเรา เพราะคนเรามีความชอบไม่เหมือนกันนั่นเอง

เอาง่าย ๆ ผมเองก็มีการเปลี่ยนให้ปุ่ม "Back" ตรงมุมล่างซ้าย เป็นการสั่งให้เครื่อง "เงียบเสียง" หรือ "Mute"แทน เพราะชีวิตจริง ผมจะใช้ปุ่มนี้บ่อย จึงไม่อยากเอื้อมมือไปที่ตัวเครื่อง ให้เสียสมาธิในการขับขี่ไงละครับ

ย้อนกลับมาดูเมนูที่ 3 กันเลยดีกว่า กับเมนู "เวลา"




ซึ่งในเมนูนี้ สำหรับการตั้งวันที่และเวลา แต่ผมจะบอกว่า ไม่จำเป็นเลยสำหรับ SKW March GO เพราะเครื่องได้มีการเชื่อมเวลาผ่านดาวเทียมมาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นความแม่นยำของเวลาจะสูงมาก เทียบเท่ากองทัพเรือไทยได้เลย



มาดูเมนูที่ 4 กันเลยกับ "ระบบ"ครับ





อันแรกคือ "เปิดย้อนกลับ" เอ่อ....งงอ่ะ ขอเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษก่อนนะครับ





อ๋อ มันคือ Reverse นั่นเองครับ

ซึ่ง Reverse หรือ "เปิดย้อนกลับ" มันคือการตั้งค่ากล้องมองหลังเวลาเราปิดวิทยุอยู่นั่นเอง





ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อน ว่าเวลาเราเปิดเครื่องเสียง SKW March GO เพื่อฟังเพลง ดูทีวีหรืออะไรก็ตามแต่ เมื่อเราเข้าเกียร์ถอยหลังปุ๊ป ภาพก็จะตัดมาที่กล้องมองหลังปั๊ป เพื่อแสดงภาพด้านหลังรถของเราโดยอัตโนมัติ





แต่การตั้งค่าในส่วนนี้ คือการตั้งค่าเมื่อเราปิดเครื่องเสียง SKW March GO อยู่ โดยมีให้เราเลือก on หรือ off นั่นเอง


- ถ้าเราตั้งไว้เป็น on เวลาที่เราไม่ได้เปิดเครื่อง March GO หน้าจอก็จะเปิดทำงานอัตโนมัติเมื่อเราเข้าเกียร์ถอยหลัง เพื่อแสดงภาพในขณะที่เราถอยหลัง

- ถ้าเราตั้งไว้่เป็น off เวลาเราเข้าเกียร์ถอยหลัง ภาพก็จะไม่แสดงนั่นเองครับ



ส่วนเมนูถัดไป"การ์ตูน" หรือ "cartoon" นั้นไม่ต้องสนใจครับ เพราะเป็นลูกเล่นของเมืองนอก เมืองนาเค้า เราไม่เกี่ยว



ข้ามมาดูที่เมนู "บีพ" หรือ "Beep" กันเลย




ซึ่งเมนู Beep นั้น คือการเปิดเสียงปุ่มกดนั่นเอง ถ้าเราตั้ง on เวลากดปุ่มต่าง ๆ ก็จะมีเสียงปุ่มกดขึ้นมาด้วย แต่ถ้า off ก็จะไม่มีเสียงครับ




ถัดมาคือ "PIP" ซึ่งย่อมาจาก Picture in Picture เป็นการตั้งค่าให้ระบบการแสดงแบบ 2 หน้าจอซ้อนกัน ซึ่งเราต้อง on ไว้แน่นอนครับ

เพราะนี่คือ ความสามารถหลักที่ตอบโจทย์ความต้องการของผมเลย เวลาเดินทางไปต่างจังหวัด ผมจะได้ใช้ GPS ได้ โดยไม่หลงทาง ส่วนภรรยาผมก็สามารถดูหนังไปด้วยได้





และอันสุดท้ายของการตั้งระบบก็คือ Saver หรือคำเต็มที่พวกเราคุ้นเคยกัน ก็คือ Screen Saver หรือภาพพักหน้าจอนั่นเองครับ





โดยเราสามารถตั้งเวลาได้ว่า เมื่อเราไม่ได้ทำอะไรที่เครื่องนานเท่าไหร่ ภาพพักหน้าจอถึงจะขึ้นมาแสดง โดยมีระยะตั้งแต่ 1 นาที




5 นาที




และนานสุด 10 นาที





และเมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ ภาพพักหน้าจอจะแสดงเป็นรูปนาฬิกาแบบนี้ครับ





ถ้าเราอยากเปลี่ยนแบบนาฬิกา ก็ทำได้ด้วยการกดปุ่มตรงกลางของนาฬิกา





นาฬิกาก็จะเปลี่ยนเป็นแบบนี้





กดอีกทีก็จะเป็นแบบนี้





ถ้าเราอยากเข้าสู่โหมดปกติ ก็จิ้มที่หน้าจอตรงไหนก็ได้ครับ ก็จะเข้าสู่หน้าจอการใช้งาน SKW March GO ปกติ





หรือเราสามารถเลือก off เพื่อปิดระบบนี้ไปก็ได้ครับ


ทีนี้เราออกมาดูเมนูการตั้งค่าถัดไป ที่เขียนว่า "ออดิโอ"




ก็จะเจอหน้าตาแบบนี้





ซึ่งเป็นการตั้งค่าเสียงนั่นเอง เราสามารถปรับเสียงเบส เสียงทุ้ม เสียงกลาง เสียงแหลม ได้อย่างอิสระ

หรือถ้าเราไม่ถนัด จะลองปรับตาม package ที่ระบบตั้งมาให้ก็ได้ โดยกดปุ่มนี้




เสียงก็จะเปลี่ยนไปตาม package ให้เราเลือกว่าชอบฟังเสียงแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นแบบป๊อป




คลาสสิค




ร๊อค




แจ๊ส




มาตรฐาน




หรือแบบกำหนดเองตามใจเรา




เมื่อได้เสียงที่ตรงกับใจแล้ว ทีนี้ลองมากดปุ่ม "ลูกศรชี้ลง" ด้านขวากันบ้างครับ




กดเข้าไปแล้ว จะเจอหน้าจอการตั้งค่า Balance หรือ "สมดุล" หรือการตั้งค่าให้เสียงออกลำโพงไหนบ้างนั่นแหล่ะ

ซึ่งลำโพงของรถ Nissan March เราจะมี 4 ตัว อยู่ที่ประตูรถแต่ละด้าน ทั้งหน้าซ้าย หน้าขวา หลังซ้าย หลังขวา ถ้าเราจะให้เสียงออกทางไหน หรือไม่ให้เสียงออกทางไหนก็ปรับได้ตรงนี้แหล่ะครับ

อย่างเวลาคุณพ่อ คุณแม่ขึ้นมานั่งรถด้านหลัง ผมก็จะกดปุ่ม Front ไปเรื่อย ๆ จนกว่า "จุดสีเหลือง" จะวิ่งขึ้นข้างบนจนสุด เพื่อเป็นการกำหนดให้เสียงออกเฉพาะลำโพงหน้าเท่านั้น เพราะแน่นอน คุณพ่อ คุณแม่ผมไม่โปรดเพลงที่ผมกับภรรยาฟังสักเท่าไหร่หรอก




และเมื่อขับไปสักพักนึง ภรรยาเกิดหลับ ผมก็ไม่อยากให้เสียงเพลงรบกวนเวลาพักผ่อนของเธอมากนัก ผมก็จะกดปุ่ม R มาจนสุด เพื่อให้เสียงเพลงดังผ่านลำโพงด้านคนขับเพียงลำโพงเดียว ให้ผมได้ยินชัดเจนอยู่คนเดียว แบบนี้




ซึ่งเพื่อน ๆ จะปรับ "ขึ้น ขึ้น ลง ลง ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา บี เอ ซีเล็ค สตาร์ต" อะไรก็ว่าไปกันตามความเหมาะสมเลยนะครับ เผื่อจะได้สูตร 30 ชีวิตมาใช้ 5555+



ถัดจากเมนูออดิโอ จะเป็นเมนู "ภาษา" ซึ่งผมได้รีวิวไปแล้วตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ก็ขอข้ามมาเมนูถัดไป คือ "วีดีโอ" เลยแล้วกันนะครับ




เมื่อกดเข้ามาจะเจอหน้าตาแบบนี้ครับ





เริ่มที่ Video Warning คือ เมื่อเราเปิดวีดีโอ จะมีการเตือนก่อน ว่าไม่ควรดูในขณะขับขี่ ซึ่งถ้าเราตั้ง on เวลาเราเปิดไฟล์วีดีโอ หรือหนัง หน้าจอก็จะขึ้นเตือนมาแบบนี้




แต่ถ้าเราตั้งค่าให้เป็น off เวลาเราเปิดไฟล์ ก็จะสามารถดูวีดีโอได้เลยแบบนี้





ส่วน Camera คือ การตั้งค่ากล้องมองหลังรถ ว่าเราจะตั้งค่าให้ภาพที่ออกมาเป็นแบบไหน




ถ้าค่าเป็น Normal ก็คือ ภาพจริงตามสายตาที่เห็นแบบนี้ครับ





แต่ถ้าเรากดอีกที ค่านี้จะกลายเป็น Mirror




ภาพก็จะสะท้อนกลับเหมือนกระจก จะเห็นได้ว่า ภาพจะสลับกับเมื่อกี้ ชั้นวางรองเท้าจะถูกย้ายไปอยู่ด้านขวาแทน ทั้งที่ความจริง จะอยู่ด้านซ้าย




ออกจากการตั้งค่าวีดีโอ มาดูเมนูถัดไปกันครับ นั่นคือ "นำทาง" หรือ "NAVI"




เมื่อเรากดเข้ามาแล้ว เราจะพบว่า เครื่องได้ทำการแสกนหาไฟล์ EXE ที่อยู่ในช่อง GPS Card ออกมา ว่ามีไฟล์ไหนบ้าง





ซึ่งถ้าในการ์ดของเพื่อน ๆ มี GPS ให้ใช้หลายตัว หลายเวอร์ชั่น เราก็สามารถกดเลือกโปรแกรมหรือเวอร์ชั่น GPS ที่ต้องการใช้ได้ อย่างในการ์ดผม มีทั้งโปรแกรมที่ทางร้านให้มา และโปรแกรมเดิมที่เคยใช้อยู่ใน March Navi ซึ่งผมได้ใส่ลงไปใน SD Card เดียวกันนั่นแหล่ะ ซึ่งทำให้ผมสามารถเลือกโปรแกรมได้ ว่าจะใช้ตัวไหนนำทาง โดยการจิ้มไปที่ตัวที่เราต้องการใช้ และกดลูกศรย้อนขึ้นเท่านั้นเอง





จาก GPS มาต่อที่เมนูถัดไปครับ นั่นคือ "วิทยุ" หรือ "Radio"




กดเข้ามาก็จะเจอหน้าจอนี้ ซึ่งเป็นการตั้งค่าวิทยุท้องถิ่นของประเทศต่าง ๆ อย่าง ยุโรป




จีน




รัสเซีย




อเมริกา





ซึ่งเราคงไม่ได้อยู่ในประเทศเหล่านั้น ก็คงไม่มีประโยชน์อันใด งั้นไปกันต่อครับ ที่เมนูถัดไป "ทีวี" หรือ "TV" ซึ่งเอาไว้ตั้งค่าในการดูทีวี ผ่าน SKW March GO นั่นเอง





โดยค่า PAL BG ถือเป็นค่าที่ถูกต้องในการรับสัญญาณฟรีทีวีของบ้านเราแล้วนะครับ ตรงนี้ก็ไม่ต้องตั้งค่าอะไร เพราะทางร้านได้ตั้งมาให้เรียบร้อยแล้ว



มาดูค่าต่อไปกันครับกับ "BT" หรือ "Bluetooth" เป็นการตั้งค่าการใช้โทรศัพท์มือถือเชื่อมต่อผ่าน SKW March GO ทางบลูทูธ





โดยมีให้ตั้งค่าอยู่ 2 แบบคือ

1. เชื่อมต่ออัตโนมัติกับโทรศัพท์มือถือ เมื่อเราเปิดเครื่องเสียง SKW March GO ขึ้นมา

2. รับสายโดยอัตโนมัติ เมื่อมีสายเข้ามา

ก็เลือก on เลือก off กันตามความสะดวกเลยนะครับ




มาดูค่าต่อไปกันครับกับ cali. ที่ย่อมาจาก Calibrate ซึ่งเป็นการปรับตั้งหน้าจอสัมผัส  Touchscreen นั่นเอง




โดยเราจะได้ปรับตั้งเมื่อรู้สึกว่า พอเราสัมผัสหน้าจอแล้ว คำสั่งที่ออกไป เริ่มไม่ตรงกับที่เราสัมผัสแล้ว เช่น กด DISC แต่ไปเปิด SD เป็นต้น เราก็เข้ามาตั้งค่าตรงนี้ได้ ด้วยการกดไปตามจุดที่ปรากฏขึ้นให้ครบทุกจุด ประมาณ 5 จุด เท่านี้ก็เรียบร้อย





เมนูถัดมาคือ Restore คือการย้อนกลับไปสู่ตอนซื้อเครื่องใหม่ ๆ โดยจะใช้เมื่อเครื่องมีปัญหามาก ๆ และแก้ไขไม่ได้นั่นเอง





ซึ่งในภาวะปกติ ก็อย่าไปกดนะครับ เพราะข้อมูลและการตั้งค่าต่าง ๆ จะหายไปหมดเลย รวมถึงการตั้งค่าที่ทางร้านตั้งมาให้ใช้งานเฉพาะในเมืองไทยก็จะอันตรธานไปด้วยเช่นกัน



และเมนูสุดท้ายกับ Version ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการแสดง Version ของเครื่องที่เราใช้งานอยู่นั่นเอง





จบไปทุกเมนูแล้ว ทีนี้มาดูคลิปกันบ้างครับ

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=ZDSO_MI8Cgw" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=ZDSO_MI8Cgw</a>


เป็นยังไงบ้างครับ กับการตั้งค่า ตั้งเครื่อง มันเป็นเรื่องจิ๊บ ๆ เลยใช่ไหมละครับ

แล้วเจอกันใหม่ตอนที่ 3 ครับ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านจนจบครับ



10
สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากที่ผมเคยเติมเต็มความบันเทิงด้วย March Navi ไปแล้ว ตามรีวิว“เติมเต็มความบันเทิงด้วย March Navi” นั้น

ผมได้ใช้งานมาปีกว่า ก็ประสบพบเจอข้อจำกัดและปัญหาอยู่หลายข้อ อาทิเช่น

1. เครื่องแฮงค์บ่อย ต้อง restart ทำให้ข้อมูลที่เซฟหายไป ต้องมาคอยตั้งค่าใหม่
2. หน้าตาเวลาฟังเพลงจะเป็นจอสีฟ้า เริ่มรู้สึกเบื่อ
3. เวลาไปต่างจังหวัด ผมก็อยากจะเปิดจอ GPS เพื่อนำทาง แต่ภรรยาก็อยากดูหนังระหว่างการเดินทางไกล กลายเป็นว่าต้องแย่งกัน T_T
4. เสาทีวีในรถชอบหลุดลงมาห้อย

และด้วยการที่ผมกำลังเปลี่ยนแปลงหน้าตาเจ้าลัคกี้ หรือนิสสัน มาร์ชของผมใหม่ใน Project ที่ชื่อว่า Nissan March-R ผมจึงใช้โอกาสนี้มองหาวิทยุตัวใหม่ที่จะแก้ไขปัญหาของผมให้หมดไป รวมทั้งทำให้รถผมมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ทั้งภายในและภายนอก





<strong>และผมก็มาเจอเครื่องเสียง SKW รุ่น March GO ที่โฆษณาคุณสมบัติที่น่าสนใจไว้ดังนี้</strong>

1. ดูทีวีชัดระดับ HD โดยไม่ต้องติดจานดาวเทียม หรือเสาอะไรให้วุ่นวาย
2. ดู Youtube ผ่านจอในรถได้
3. ดู Google Map ผ่านจอในรถได้ และนำทางได้ด้วย
4. ไม่ต้องตั้งนาฬิกา เพราะใช้เวลาผ่านดาวเทียมเหมือนกองทัพเรือไทย
5. รองรับ SD Card ถึง 256 GB
6. เมนูภาษาไทยสมบูรณ์แบบ
7. ได้โปรแกรม IGO 9 Primo ฟรี!
8. มีฟังค์ชั่น Picture in Picture สามารถดูทีวี / ดูหนังไปด้วยระหว่างใช้งาน GPS โดยจะมีจอเล็ก ๆ ซ้อนขึ้นมา
9. รองรับสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัยได้
10. รับประกันนานถึง 3 ปี (มีค่าประกันเพิ่ม)

เมื่อได้อ่านและดูวีดีโอที่เจ้าของร้านทำมา ก็รู้สึกว่า "โดน" เพราะเหมือนจะตอบโจทย์ความต้องการของผมได้ ผมจึงโทรนัดหมายติดตั้งกับทางร้านทันที





เสาทีวีของเก่าถอดออกไป เพราะชอบห้อยตกลงมาเหลือเกิน





แล้วติดตั้งเสาอากาศแบบอ่อนเข้าไปแทน ซึ่งเสาอากาศแบบนี้ทางร้านบอกราคาแพงกว่าเสาเดิมถึง 3 เท่า เพราะมีน้ำหนักเบา สวยงาม เข้ารูป ไม่มีการตกลงมาห้อยเหมือนเสาเดิมแน่นอน ซึ่งเสาเดิมที่ชอบตกลงมาห้อยนั้น อาจจะทำให้ดึงฟิล์มรถยนต์เราลงมาเสียหายด้วย




โดยเสายาวจะวางขวางยาวไปทั้งทางซ้าย




และทางขวา





และเมื่อเราเปิดวิทยุ จะมีไฟสีแดงขึ้นมาที่เสาให้เรารู้ด้วย





จากนั้นทางร้านจะติดตั้งกล่องรับสัญญาณดาวเทียมให้ แต่ด้วยเพราะผมมีกล่องนี้อยู่แล้วจากตัวเดิม และทางร้านได้ทดสอบแล้ว ว่าใช้งานได้ปกติ จึงไม่ต้องเปลี่ยนแต่อย่างใด





หัวต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ทางร้านต่อออกจากวิทยุ แล้วเดินสายเก็บเอาไว้ให้ในเก๊ะ





สองสายแรกจะสั้นเท่ากัน โดยหัวสีดำคือ สายต่อ USB ซึ่งสามารถเอา USB Drive มาเสียบได้เลย ไม่ต้องมีสายต่อเพิ่มเหมือนเครื่องเก่าแต่อย่างใด





ส่วนหัวสีขาวอีกหัวคือ สายต่อ iPod หรือ iPhone ซึ่งสามารถนำ iPod หรือ iPhone มาเสียบเพื่อฟังเพลงในเครื่องได้เลย แถมยังชาร์ตแบตเข้า iPod และ iPhone ได้อีกต่างหาก





ส่วนหัวสีขาวอีกหัวจะสังเกตว่า เหมือนกับหัวสีขาวที่ไว้ต่อ iPod แต่สายมีความยาวมากกว่า สายนี้เป็นสายที่เอาไว้ต่ออุปกรณ์ของ Apple อย่าง iPhone และ iPad เพื่อไว้ดู youtube , VDO หรือ ทีวีผ่านจอของรถนั่นเอง





ซึ่งสายนี้ เราต้องซื้อเพิ่มนะครับอีก 1,500 บาทถ้วน (ราคา ณ วันที่ซื้อ) ถ้าเพื่อน ๆ ไม่มีอุปกรณ์ของ Apple ใช้ ก็คงไม่จำเป็น แต่ถ้ามี ก็แนะนำให้ซื้อเพิ่ม เพราะตรงนี้แหล่ะ คือทีเด็ดที่ทำให้วิทยุตัวนี้ "คุ้มค่า" ขึ้นอีกมาก



แม้จริง ๆ แล้วเครื่องเสียง SKW March GO นั้นมีหน้าตาดูคล้าย March Navi ของเดิมมากจนแทบแยกไม่ออก





แต่พอสังเกตดี ๆ ถึงรู้ว่าปุ่มต่าง ๆ เปลี่ยนไป รวมถึงหน้าตาและลูกเล่นภายในอีกด้วย

ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน มาดูกันเลยดีกว่าครับ





ปุ่มด้านซ้าย





ปุ่มแรกสุดจะเป็นวงกลมเขียนกำกับเอาไว้ว่า PWR และ VOL

โดย PWR ย่อมาจาก POWER หรือ การเปิด-ปิดเครื่อง

ส่วน VOL ย่อมาจาก VOLUME หรือการเพิ่ม-ลดเสียง




โดยเราจะกดปุ่มนี้ค้างไว้ เพื่อเปิด หรือ ปิดเครื่อง

ส่วนการปรับเพิ่ม-ลดเสียง เราจะใช้หมุน โดยหมุนไปทางซ้ายเพื่อลดเสียงลง และหมุนไปทางขวาเพื่อเพิ่มเสียงขึ้น





ถัดมา ปุ่มที่สอง รูปสามเหลี่ยมพีรามิด คือ ปุ่ม Eject หรือปุ่มนำแผ่น CD / DVD ออกจากเครื่องนั่นเอง

ส่วนปุ่มที่สาม คือปุ่ม เล่น หรือหยุด (Play/Pause) เพลง





ถัดลงมา ปุ่มที่ 4 "MUTE" หรือที่ผมเคยรีวิวขำ ๆ ไว้ทุกครั้งว่าปุ่ม "หมูเต๊ะ" นั่นแหล่ะ ปุ่มนี้คือปุ่มเงียบเสียง เมื่อกดปุ๊ป เสียงจากวิทยุจะเงียบลงปั๊ป!!



ปุ่มสุดท้ายคือ ปุ่ม GPS หรือปุ่มเปิดระบบนำทางผ่านดาวเทียมนั่นเอง ซึ่งปุ่มนี้จะใช้ในการเปิดฟังค์ชั่น Picture in Picture อีกด้วย โดยผมจะรีวิวให้ดูในตอนถัด ๆ ไปเรื่องระบบนำทาง





ส่วนรูเล็ก ๆ ถัดลงมาที่เขียนไว้ว่า RST นั้น คือปุ่ม RESET ซึ่งเอาไว้กดเมื่อเครื่องแฮงค์ ทำงานต่อไม่ได้ เราก็จะเอาปากกาหรือไม้จิ้มฟันมาจิ้มไป 1 ที เพื่อรีเซ็ตเครื่องให้กลับมาทำงานได้ใหม่ โดยใน March Navi เครื่องเก่า ผมใช้ปุ่มนี้บ่อยมาก เพราะเครื่องแฮงค์ประจำ พอกดปุ๊ป ข้อมูลต่าง ๆ เช่น สถานีวิทยุเอย ความถี่ของทีวีเอย ที่เราอุตส่าห์พากเพียรนั่งจูนอยู่นมนาน ก็จะอันตรธานหายไป จนทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ต้องมาขวนขวายหาซื้อเครื่องรุ่นใหม่ในวันนี้นี่แหล่ะ

ถัดมามุมล่างซ้ายของเครื่อง เพื่อน ๆ จะเห็น 2 ช่องนี้





ช่องทางซ้ายคือ AUX สำหรับเอาไว้ต่ออุปกรณ์ต่อพ่วงด้วยสาย AUX ซึ่งถ้าเคยอ่านรีวิวเรื่องเครื่องเสียงของผมมาก่อน ก็คงจะร้องอ๋อ แต่ถ้ายังไม่เคย และไม่เข้าใจ ก็ขอให้ทนเก็บความสงสัยไว้จนกว่าจะถึงตอน AUX ผมจะอธิบายและรีวิวการใช้งานจริงให้เพื่อน ๆ ทราบเองครับ

ส่วนด้านขวา คือ ช่องใส่ SD Card ที่เป็นโปรแกรม GPS นั่นหมายถึง เราสามารถแก้ไข เพิ่มเติมโปรแกรมนำทางด้วยดาวเทียมของเราได้ผ่าน SD Card ใบนี้แหล่ะ ส่วนวิธีการก็รอดูในรีวิวตอน GPS นะครับ

ถัดมาด้านขวาบ้าง





เริ่มที่ปุ่มบนสุด ปุ่มแรกก่อน มีตัวอักษรกำกับว่า TUNER และ ENTER





โดยการ TUNER จะใช้การหมุน ถ้าหมุนไปทางซ้ายคือถอยลง และหมุนไปทางขวาคือ เดินหน้า หรือเพิ่มขึ้น

ส่วนการ ENTER คือ การกดปุ่ม โดยใช้กดเมื่อได้ TUNER ตามค่าที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว





ปุ่มที่ 2 คือ ปุ่ม DVD หรือการกดเพื่อเข้าโหมดดูหนัง ฟังเพลงผ่านแผ่น CD หรือ DVD นั่นแหล่ะครับ

ปุ่มที่ 3 ถัดลงมา คือ AM/FM หรือการเข้าสู่โหมดฟังวิทยุ เลือกคลื่นความถี่ได้ตามใจชอบกันเลย ไม่ว่าจะฟังข่าว ฟังเพลง หรือฟังธรรมะ

ลงมาถึงปุ่มที่ 4 เขียนว่า SRC ย่อมาจาก SOURCE หรือ การกดเลือกโหมดต่าง ๆ โดยเมื่อเรากดปุ่มนี้ทีละครั้ง หน้าจอก็จะมีตัวอักษรขึ้นให้ดูทีละโหมดตั้งแต่ BT - AUX IN - CAMERA - RADIO - DISC - SD - USB - IPOD - NAVI - TV

ถ้าเราเล่นโหมดไหนก็หยุดกด โหมดนั้นก็จะทำงานทันที


และปุ่มสุดท้ายคือปุ่ม DIM ซึ่งแปลงตรงตัวว่า "สลัว" หรือ "ไม่สว่าง" ซึ่งปุ่มนี้ก็เอาไว้กดเพื่อเพิ่ม-ลดความสว่างของหน้าจอนั่นเองครับ

โดยสามารถปรับได้ถึง 5 ระดับ ซึ่งผมว่ามันสะดวกมากเลยนะ ไม่ต้องเข้าไปตั้งค่าหน้าจอให้ยุ่งยาก เวลาเราขับรถกลางคืน เราสามารถปรับหน้าจอให้ลดความสว่างได้เลยทันที จะได้ไม่แยงตาเรานั่นแหล่ะ





ทีนี้เรามาดู 2 ช่องด้านล่างขวากัน ว่ามันคือช่องอะไร

ช่องแรกทางซ้ายคือช่องใส่ SD Card ซึ่งเป็นช่องใส่การ์ดที่เอาไว้ฟังเพลง ดูรูป ดูหนังนั่นเองครับ แยกต่างหากจาก GPS Card เลย ซึ่ง SD Card ทั้ง 2 แผ่นนี้ เราไม่ต้องไปหาซื้อแต่อย่างใดนะครับ เพราะทางร้านได้แถมมาให้เราอยู่แล้ว

ส่วนช่องทางขวามือคือ หัวต่อ USB แบบเล็ก ซึ่งปกติเราต้องใช้สายแปลงอีกสายหนึ่งเพื่อแปลงให้เป็นหัวใหญ่แบบนี้





แต่ร้านไม่ได้ให้มา เพราะไม่มีความจำเป็น เนื่องจากร้านได้ต่อสาย USB หัวใหญ่ ไว้ให้ในเก๊ะเรียบร้อยแล้ว ตามที่รีวิวไว้ด้านบนนั่นเองครับ ซึ่งดีเสียอีกที่ไม่ต้องมีสายต่อให้เกะกะแต่อย่างใด




กล้องมองหลัง




ทางร้านมีกล้องถอยหลังให้เลือกติดตั้งเพิ่มได้ด้วยในราคา 2,000 บาท ซึ่งผมเองมีกล้องเดิมอยู่แล้ว จึงให้ร้านเดินสายให้ใหม่เท่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนกล้องใหม่แต่อย่างใด เพราะทางร้านได้ตรวจเช็คแล้ว ว่ากล้องเดิมผมสามารถใช้งานคู่กันกับ SKW March GO ได้ตามปกติ




ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย




สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากติดตั้งสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียง March GO ที่พวงมาลัยนั้น สามารถแจ้งทางร้านเพื่อติดตั้งได้เลยนะครับ โดยเพิ่มเงินอีก 4,000 บาทถ้วน ในรุ่น V และ VL

ส่วนรุ่น S E EL ต้องเพิ่มเงินอีก 5,500 บาท เพราะต้องเปลี่ยนพวงมาลัยใหม่ให้รองรับครับ

แต่ผมไม่ต้องเพิ่มเงินแต่อย่างใด เพราะติดตั้งมาก่อนหน้านี้แล้วตามรีวิวติดตั้ง “ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย” Nissan March

โดยทางร้านได้เสียบสายต่อเข้ากับ SKW March GO ปุ๊ป ก็สามารถใช้งานได้ปั๊ปเลย



ในเวลากลางคืน เมื่อเราเปิดไฟรถ จะเห็นได้ว่าปุ่มที่ตัวเครื่องเสียง SKW March GO เองก็มีสีส้ม สีเดียวกับรถเลย ให้ความกลมกลืนและสวยงามครับ






ทีนี้เรามาเปิดเครื่องดูกันเลยดีกว่าครับ โดยใช้ปุ่มนี้





กดค้างไว้นิดนึงแล้วปล่อย





ก็จะมีโลโก้นิสสันขึ้นมา พร้อมแถบวิ่งแสดงการโหลด




จากนั้นก็จะมีประโยคบอกเล่าว่า "กำลังโหลดอยู่ รอนิดนึงนะ!!"





และหน้าจอก็จะเปิดโหมดการเล่นล่าสุดก่อนปิดเอาไว้ ซึ่งแสดงผลได้สวยงามมาก





ที่มุมบนขวาจะมีปุ่มลูกศรย้อนขึ้น ผมกด 1 ที เพื่อพาเพื่อน ๆ มาดูหน้าหลักของมัน




ไอคอนวางเรียงดูเรียบง่าย คล้าย ๆ iPad โดยมีจุดบอกจำนวนหน้าทั้งหมด และหน้าที่เราอยู่ด้วย





ซึ่งในภาพมี 2 จุด ผมจึงสไลด์จอมาดูอีกหน้า





ด้านล่างของจอมีบอกวันที่และเวลา ซึ่งทางร้านบอกว่า ไม่ต้องไปตั้งค่าอีกเลย เพราะเชื่อมกับดาวเทียม มีความแม่นยำสูงเท่ากองทัพเรือไทย





ถัดมาด้านขวามีแถบแสดงระดับเสียง





โดยเราสามารถใช้นิ้วลากเสียงไปทางซ้ายและขวาเพื่อลดหรือเพิ่มเสียงจากตรงนี้ได้เลย




เพื่อให้เพื่อน ๆ เห็นภาพชัดเจนของจริง เรามาดูคลิป VDO แสดงการทำงานของเครื่อง March GO กันเลยดีกว่าครับ ว่าเป็นยังไง

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=tFC33bOr9u0" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=tFC33bOr9u0</a>



ซึ่งในรีวิวตอนหน้า ผมจะพามาดูการตั้งค่าของเครื่องกันครับ

เข้าไปดูกันได้เลยครับกับ รีวิว “เติมเต็มความบันเทิงด้วย March GO” ตอนที่ 2 : ตั้งค่า ตั้งเครื่อง เรื่องจิ๊บ ๆ



11
สวัสดีครับเพื่อน ๆ




หลังจากผมได้ปล่อยพรีวิว Nissan Juke by Biere ตอน "Born to excite ไหม? แล้ว 2 รุ่นแตกต่างกันอย่างไร?" ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด มีเพื่อน ๆ เข้ามาอ่านกันอย่างถล่มทลายจนเวบไซท์ ThaiNissan.com ของผมล่มกันเลยทีเดียว


ซึ่งเมื่อได้อ่าน comment ของเพื่อน ๆ ที่ล้วนแล้วแต่บอกว่า ถูกใจ ผมก็รู้สึกดีใจที่พรีวิว Nissan Juke ของผมมีประโยชน์ และช่วยให้เพื่อน ๆ รุ้จักเจ้า Juke ผ่านมุมมองของผมมากขึ้น


จนมีเสียงเรียกร้องอยากอ่านรีวิว Nissan Juke by Biere เข้ามามากมาย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะทางนิสสันเอง ยังไม่มีรถ Test Drive ให้ลองที่โชว์รูม มีแต่รถโชว์และรถส่งมอบเท่านั้น


แม้สุดท้าย กว่าผมจะได้รถนิสสัน จู๊คมาใช้งานจริง เพื่อน ๆ ก็รับรถกันไปเยอะแล้ว แต่คิดว่า คงยังมีเพื่อน ๆ อีกมาก ที่ยังไม่ได้รับรถ หรือสนใจเจ้า Juke อยู่ แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ เพราะไม่มีโอกาสได้ลองขับ


งั้นเราไปทำความรู้จักเจ้า Juke แบบเต็ม ๆ ให้มากกว่าเดิมพร้อม ๆ กันกับผมเลยดีกว่าครับ



กุญแจรถ

อย่างที่เคยรีวิวไปก่อนหน้านี้แล้วว่าหลัง ๆ รถนิสสันล้วนนำกุญแจอัจฉริยะมาใช้กับรถทุกรุ่น ตั้งแต่รุ่นเล็กไปจนถึงรุ่นใหญ่ ว่าแต่กุญแจเจ้า Juke มันดอกไหนละเนี่ย 55555+





จุดแตกต่างคือ กุญแจ Nissan Juke จะมีเพียง 2 ปุ่ม (ไม่มีปุ่มสีแดง)
ส่วนกุญแจที่มี 3 ปุ่ม จะเป็นกุญแจของรถ Hatchback (5 ประตู) อย่าง Nissan March และ Nissan Pulsar
และกุญแจที่มี 4 ปุ่ม (เพิ่มปุ่มเปิดฝากระโปรงหลัง) จะเป็นกุญแจสำหรับรถซีดาน 4 ประตู เช่น Nissan Almera , Nissan Sylphy และ Nissan Teana ครับ





ด้วยข้อแตกต่างที่สังเกตได้ง่าย ถึงแม้จะมีรถนิสสัน 3 คันในบ้านแบบนี้ ก็ไม่มีทางหยิบผิดแน่นอนครับ





สำหรับกุญแจรถ Nissan Juke นั้น ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะขับรุ่น 1.6E หรือ 1.6V ต่างก็ได้กุญแจอัจฉริยะเหมือนกันทั้ง 2 รุ่น แบบนี้เป๊ะเลย คือมีปุ่มแค่ 2 ปุ่มเท่านั้น นั่นคือ ปุ่มล็อครถและปลดล็อครถ





โดยกุญแจอัจฉริยะนั้น สามารถแยกใช้งานได้หลัก ๆ 3 แบบ

1. แบบกุญแจรีโมททั่วไป
2. แบบกุญแจธรรมดา
3. แบบกุญแจอัจฉริยะ


ลองมาดูแบบแรกที่คุ้นเคยกันก่อนครับ

1.   แบบกุญแจรีโมททั่วไป การใช้งานแบบนี้ ก็เหมือนรีโมทรถยนต์ทั่วไป มีปุ่มให้กดอยู่แค่ 2 ปุ่มครับ





ผมจะไล่จากบนลงล่างเลยนะครับ

- ปุ่มแรก รูปแม่กุญแจล็อคอยู่ ก็ตามภาพครับ เอาไว้กด“เพื่อล็อครถ” โดยเมื่อเรากด 1 ครั้ง รถจะมีเสียงดัง “ปี๊ป” 1 ที พร้อมไฟเลี้ยวทั้ง 2 ข้าง สว่างขึ้น 1 ทีเช่นกัน เพื่อบอกว่ารถล็อคให้เรียบร้อยแล้ว

- ปุ่มที่สอง รูปแม่กุญแจไม่ได้ล็อค ก็คือ “กดเพื่อปลดล็อค” โดยจะมีเสียงดัง “ปี๊ป ปี๊ป” ดังขึ้น 2 ที พร้อมไฟเลี้ยวทั้ง 2 ข้าง สว่างขึ้น 2 ทีเช่นกัน เพื่อบอกว่า รถได้ถูกปลดล็อคประตูทั้ง 5 บาน เพื่อรอให้ท่านได้เข้าไปภายในเรียบร้อยแล้ว


แบบที่ 2 กุญแจธรรมดา

 ทีนี้ลองมาดูการใช้กุญแจในรูปแบบธรรมด๊า ธรรมดากันบ้างครับ โดยก่อนอื่น ให้เพื่อน ๆ พลิกไปดูด้านหลังของกุญแจรีโมทรูปเมล็ดข้าวก่อน จะพบสลักปลดล็อค





ก็ให้เพื่อน ๆ เลื่อนสลักเพื่อปลดล็อค โดยถ้าตามตำแหน่งในภาพแล้ว ให้เลื่อนไปทางซ้าย





แล้วดึงกุญแจที่ซ่อนอยู่ขึ้นมาครับ





ก็จะได้กุญแจออกมาแบบนี้





ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ต้องการเปิด-ปิดรถ ก็ให้เพื่อน ๆ เดินมาไขที่รูกุญแจประตูด้านคนขับได้เลย เพราะมีรูกุญแจให้ไขได้แค่ฝั่งเดียวเท่านั้นครับ โดยเสียบเข้าไปเลยแบบนี้





บิดไปทางซ้าย 1 ที





ก็สามารถเปิดประตูได้แล้ว





แต่…..เฉพาะประตูคนขับบานเดียวเท่านั้นนะครับ บานอื่นยังล็อคอยู่

ซึ่งเพื่อน ๆ จะเห็นได้ว่า วิธีนี้สามารถป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดี จะแอบเปิดประตูรถด้านอื่นเข้ามาได้ เพราะถ้าเรากดรีโมทปลดล็อค รถจะปลดล็อคให้หมดทั้ง 5 บานเลยนั่นเอง อาจจะมีใครสักคนที่เราไม่รู้จัก แอบเปิดประตูเข้ามาพร้อม ๆ เราก็ได้

ที่สำคัญ วิธีนี้ยังใช้ในกรณีที่แบตเตอรี่ของกุญแจอัจฉริยะหมดด้วยนะครับ ทำให้เพื่อน ๆ เปิดรถด้วยรีโมทหรือกดปุ่มที่ประตูไม่ได้ ก็ให้ใช้กุญแจนี้ ไขเข้ารถได้ทันทีครับ


และเมื่อเราต้องการล็อคประตู ก็เพียงเสียบกุญแจเข้าไปแล้วบิดมาทางขวาเท่านั้นเองครับ





หมายเหตุ ในกรณีที่แบตเตอรี่กุญแจอัจฉริยะหมด เพื่อน ๆ สามารถเปลี่ยนได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง โดยสามารถดูได้จากรีวิว วิธีเปลี่ยนถ่าน “กุญแจอัจฉริยะ” ของ Nissan




แบบที่ 3 กุญแจอัจฉริยะ

แน่นอนครับ ว่าถ้าเพื่อน ๆ ใช้วิธีเปิดรถธรรมดาแบบนี้ เราจะเรียกกุญแจอัจฉริยะได้อย่างไรละครับ? ในเมื่อจ่ายเงินค่าตัวรถไปตั้ง 8 แสนกว่าบาทแล้ว เราจะมาใช้ชีวิตให้มันยาก ๆ ทำไมครับ? โยนกุญแจอัจฉริยะเข้ากระเป๋าไปเลย จะกระเป๋าเสื้อก็ได้ กระเป๋ากางเกงก็ดี หรือถ้ามีกระเป๋าสะพายก็จัดไป!!


จากนั้นก็เดินมาที่ประตูด้านหน้าฝั่งไหนก็ได้ เพื่อน ๆ จะเห็นปุ่มเล็ก ๆ ที่มือเปิดประตูทั้งด้านคนขับ





และด้านคนนั่งหน้า




รวมทั้งประตูหลังอีกด้วย





แล้วเอามือกดปุ่มที่มือจับประตูแบบนี้





นั่นก็ตั้งใจกดเกินไป 55555+ จริง ๆ แล้ว ท่าที่ผมใช้กับรถทุกคันก็จะเป็นแบบนี้ เพราะเมื่อนิ้วโป้งกดปุ๊ป มือก็ดึงประตูเปิดต่อเลยทันที






เมื่อเรากดปุ่มแล้ว ก็จะมีเสียง “ปี๊ป ปี๊ป” ดังขึ้น 2 ครั้ง พร้อมไฟเลี้ยวทั้ง 2 ข้าง (หรือไฟฉุกเฉิน) สว่างขึ้น 2 ที เพื่อปลดล็อคประตูทุกบานให้เราเปิดเข้าไปนั่ง

แต่ถ้าเรากดปุ่มเดิมอีก 1 ที ก็จะมีเสียง “ปี๊ป” ดังขึ้น 1 ครั้ง พร้อมไฟเลี้ยวทั้ง 2 ข้าง (หรือไฟฉุกเฉิน) สว่างขึ้น 1 ที เพื่อล็อครถให้เรานั่นเอง





ซึ่งปุ่มนี้จะใช้งานได้ต่อเมื่อ กุญแจอัจฉริยะอยู่ที่ตัวเพื่อน ๆ ในรัศมีระหว่างปุ่มและกุญแจไม่เกิน 80 เซนติเมตรครับ นั่นคือ ถ้าเพื่อน ๆ ยืนอยู่ที่ประตูคนขับ แล้วไม่ได้กดปุ่ม แต่มีแฟน หรือใครก็ตามมากดปุ่มอีกด้านที่ฝั่งคนนั่ง ประตูจะไม่เปิดนะครับ





เพราะกุญแจอัจฉริยะอยู่ใกล้ปุ่มไหน ปุ่มนั้นถึงจะทำงานครับ ดังนั้น สบายใจได้ ว่าถ้าเราเดินมาที่ประตูรถแล้ว แม้เรายังไม่ได้กดปุ่มไหน ๆ เลย แต่ถ้ามีใครแอบมากดปุ่มประตูอีกฝั่งเพื่อแอบขึ้นรถนั้น ทำไม่ได้ครับ!!


และในกรณีที่กุญแจอัจฉริยะวางไว้อยู่ภายในรถ แม้ตัวกุญแจจะอยู่ในรัศมี 80 เซนติเมตร เพื่อน ๆ ก็ไม่สามารถกดปุ่มเพื่อปลดล็อคหรือล็อครถได้นะครับ





เพราะระบบจะจับได้ว่ากุญแจอยู่ข้างในรถครับ ลองมาดูตัวอย่างความชาญฉลาดกันครับ

ตัวอย่างที่ 1 ถ้าเราลืมกุญแจอัจฉริยะไว้ในรถ (อาจจะอยู่ในกระเป๋าสะพายแล้วไม่ได้เอาลงมาด้วย) เมื่อเราลืมตัว เดินลงจากรถ แล้วกดปุ่มที่ประตูเพื่อล็อครถ รถจะไม่ล็อคให้นะครับ และจะส่งเสียงเตือนประมาณ 3 ครั้ง เพื่อบอกว่า เราลืมกุญแจไว้ในรถ

ตัวอย่างที่ 2 ถ้าเรานั่งอยู่ในรถ ล็อครถแล้ว กุญแจอยู่กับตัวเราภายในรถ มีผู้ไม่ประสงค์ดี เดินมากดปุ่มที่มือจับประตู เพื่อจะปลดล็อครถ ก็ไม่สามารถทำได้เช่นกันครับ

ตัวอย่างที่ 3 ถ้าประตูรถบานใด บานหนึ่งปิดไม่สนิท แม้เราจะนำกุญแจอัจฉริยะติดตัวออกมาแล้ว เมื่อเรากดปุ่มที่ประตู รถก็จะไม่ยอมล็อคให้ครับ จะส่งเสียงเตือนให้เรารู้ว่าประตูปิดไม่สนิท



สำหรับเพื่อน ๆ ที่พกกุญแจอัจฉริยะคนละดอกกับแฟน แล้วเกิดนั่งรถไปด้วยกัน





เวลาลงจากรถพร้อมกัน ผู้ชายนำกุญแจติดตัวมาด้วย ส่วนผู้หญิงลืมไว้ในกระเป๋าในรถ พอผู้ชายกดปุ่มที่มือจับประตู เพื่อล็อค รถจะไม่ล็อคนะครับ รถจะร้องเตือน 3 ครั้งเหมือนด้านบน เพราะสามารถจับสัญญาณกุญแจในรถได้

ดังนั้น ทั้ง 2 คน ก็ต้องนำกุญแจติดตัวไปด้วยตลอด รถถึงจะ Lock ได้


แต่ทีนี้ ผู้หญิงที่ใช้กุญแจอัจฉริยะเนี่ย โดยส่วนใหญ่มักจะเก็บกุญแจไว้ในกระเป๋าถือใช่ไหมครับ ถ้าลงจากรถไปธุระปกติก็ต้องนำไปอยู่แล้ว
แต่เวลาที่คุณผู้หญิงแค่เดินลงไปซื้อของหรือแวะเข้าห้องน้ำตามปั๊มเล็ก ๆ น้อย แบบแป๊ปเดียว เค้าก็ไม่อยากจะถือกระเป๋าลงไปให้เกะกะ





ซึ่งถ้าเราจะล็อครถด้วย เค้าก็จะต้องล้วงเอากุญแจออกมาจากกระเป๋า เพื่อถือไปด้วย ซึ่งอาจจะสร้างความลำบากให้เค้าได้


ผมจึงแนะนำเทคนิคดังนี้ครับ

- เราสามารถล็อครถได้ด้วยกุญแจอีก 1 อันที่อยู่ข้างนอกครับ ด้วยวิธี “กดปุ่มล็อคที่ตัวรีโมท” เท่านั้น ต่อให้กุญแจอัจฉริยะอีกอันจะถูกวางทิ้งไว้ในรถ ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดครับ





พอเราซื้อของหรือเข้าห้องน้ำเสร็จ กลับมาที่รถ ซึ่งคราวนี้เราสามารถกดปุ่มปลดล็อคที่รีโมทหรือกดปุ่มที่มือจับประตูก็ได้นะครับ เหมือนปกติเลย

สรุป กรณีกุญแจอัจฉริยะอีกดอกอยู่ในรถ

- เวลา Lock รถ ให้กดปุ่มจากรีโมทเท่านั้น

- เวลาปลด Lock รถ สามารถกดปุ่มที่รีโมทหรือกดปุ่มที่มือจับประตูก็ได้ ง่าย ๆ แค่นี้เองครับ



 *************


การเปิดฝากระโปรงหลัง

เมื่อเพื่อน ๆ เดินมาที่รถด้วยของเต็มไม้ เต็มมือ มันคงยุ่งยากและวุ่นวายกับการควานหากุญแจมากดปุ่มหรือไข เพื่อเก็บข้าวของเหล่านั้น

แต่ถ้าเพื่อน ๆ มีกุญแจอัจฉริยะติดอยู่กับตัว จะกลัวอะไรครับ ลืมการควานหากุญแจขึ้นมาไขหรือกดปุ่มไปได้เลย แต่ให้เพื่อนพุ่งตรงไปที่ด้านหลังรถ บริเวณโลโก้นิสสัน





แล้วคลำมือลงไปใต้โลโก้นิสสัน จะเห็นปุ่มสีดำ 2 ปุ่มแบบนี้





จากนั้นให้กดปุ่มสีดำปุ่มนี้ 1 ที เพื่อปลดล็อครถ





ตามด้วยการกดปุ่มยาว ๆ สีดำข้าง ๆ แล้วดันประตูขึ้นเพื่อเปิดประตูรถได้เลย





ในกรณีที่เพื่อน ๆ ปลดล็อครถไปก่อนหน้านี้แล้ว ด้วยวิธีกดปุ่มที่รีโมท หรือไปกดปุ่มที่ประตูด้านหน้ามาก่อนแล้ว ก็สามารถกดปุ่มยาว ๆ เปิดประตูหลังได้เลยนะครับ ไม่ต้องกดปุ่มสั้น ๆ ที่ยื่นออกมาด้านขวา เพื่อปลดล็อครถแต่อย่างใด





เมื่อรู้วิธีใช้กุญแจอัจฉริยะไปแล้ว เบียร์ก็มีเทคนิคดี ๆ มาฝากเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการใช้งานเจ้า Juke กันอีกด้วยครับ กับ
“เทคนิคการล็อครถโดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์”


เพราะชีวิตประจำวันในการใช้รถของเพื่อนๆ น่าจะต้องเคยเจอสถานการณ์นี้แบบนี้กันอยู่บ้าง

กรณีที่ 1 : ขับรถออกจากรั้วบ้าน ลงจากมารถ โดยไม่ได้ดับเครื่อง เพื่อปิดประตูรั้ว แล้วขึ้นรถเพื่อขับไปทำงานต่อ





กรณีที่ 2 : จอดแวะซื้อของข้างทาง ลงมาจากรถโดยไม่ได้ดับเครื่อง เพราะคิดว่าแป๊ปเดียว หรือมีคนนั่งอยู่ในรถ





กรณีที่ 3 : ขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด แวะปั๊มน้ำมันเพื่อเข้าห้องน้ำ แต่มีผู้โดยสารมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ คุณเพื่อน หรือคุณแฟนก็ตาม แล้วเค้าเหล่านั้นเกิดหลับอยู่! เลยไม่กล้าดับเครื่อง เพราะกลัวผู้โดยสารจะร้อน เลยลงจากรถไปเข้าห้องน้ำเลย





สิ่งที่เพื่อน ๆ ทำ อาจจะเป็นความสะดวก แต่เพื่อน ๆ รู้ไหมครับ ว่าสมัยนี้มิจฉาชีพชุกชุมมาก มีข่าวโจรขโมยรถตอนเจ้าของแวะลงไปปิดประตูบ้าน หรือตอนเข้าห้องน้ำในปั๊มมาแล้วหลายราย






เพราะต่อให้เพื่อน ๆ นำกุญแจอัจฉริยะลงจากรถติดตัวมาด้วย แต่เพื่อน ๆ ไม่ได้ดับเครื่องยนต์ ไม่ว่าใครก็ตาม ก็สามารถขับรถเราหนีไปไหนต่อไหนได้ไกลเท่าที่ใจต้องการนะครับ





เพราะรถจะไม่มีการดับเครื่องอัตโนมัติให้ แต่จะมีเพียงเสียงร้องเตือน และมีสัญลักษณ์รูปกุญแจเตือนขึ้นมาที่หน้าจอเท่านั้น


และถ้าเพื่อน ๆ คิดว่า เราก็เอากุญแจรถออกมาแล้ว เลยพยายามจะล็อคประตู ไม่ว่าจะกดที่ปุ่มตรงมือจับประตู หรือกดตรงปุ่มที่รีโมท ก็ต้องบอกว่า ไม่สามารถทำได้นะครับ เพราะกุญแจอัจฉริยะจะไม่ยอมให้ล็อครถเป็นอันขาด ถ้าไม่ดับเครื่องยนต์





ซึ่งทางแก้ไขง่าย ๆ ในสถานการณ์เหล่านี้ คือ ดับเครื่องยนต์ก่อนทุกครั้ง และควรล็อคประตูรถก่อนจะเดินไปไหนต่อไหน





แต่ในเมื่อมีคนนอนหลับอยู่ในรถ เราก็ไม่อยากดับเครื่องให้คนที่เรารักต้องร้อน เราจะทำยังไงดีละ ทีนี้?


วิธีที่ 1 ปลุกให้ผู้โดยสารที่มาด้วยตื่นก่อน แล้วให้เอื้อมมือมากดล็อคที่ประตูด้านคนขับซะ ซึ่งก็โอเคนะ เหมาะเหม็งเวลาไม่มีใครหลับ
แต่ถ้ากลับมา แล้วเค้าคนนั้นหลับละ เราจะเข้ารถยังไงครับ? ทุบรถเรียกให้ตื่นหรอ?

*******************



มาใช้วิธีที่ 2 ดีกว่า ยุ่งหน่อย แต่ได้ผลครับ เพราะไม่ต้องเดือดร้อนใคร วิธีที่ผมใช้ คือนำระบบเซ็นทรัลล็อค กับกุญแจอัจฉริยะมาประยุกต์กัน





ก่อนอื่น ต้องบอกให้เพื่อน ๆ ทราบความจริงข้อหนึ่งก่อนสำหรับระบบเซ็นทรัลล็อค นั่นคือ แม้ว่าเราจะล็อครถทั้งคันเรียบร้อยแล้ว แต่เราก็สามารถเปิดประตูรถด้านคนขับจากภายในได้ทันที โดยไม่ต้องกดปุ่มเพื่อปลดล็อครถก่อนนะครับ





ซึ่งระบบนี้ไม่ได้เป็นกับนิสสันยี่ห้อเดียว เป็นกับรถอีกหลายยี่ห้อ ทำมาเพื่อความปลอดภัยของคนขับครับ สำหรับกรณีฉุกเฉิน จะได้เปิดประตูรถได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลา (เฉพาะเปิดจากภายในนะครับ แต่ถ้าเปิดจากภายนอก ไม่สามารถเปิดได้ เพราะรถยังล็อคอยู่ตามปกติ)






ในการใช้เทคนิคนี้ ก่อนที่เราจะเปิดประตูรถออกไป เราต้องแน่ใจก่อนว่าเราล็อครถอยู่นะครับ ถ้ายังไม่ได้ล็อครถ ก็กดล็อคที่นี่เลยครับ





เมื่อกดแล้ว จะเห็นว่าที่ประตูคนขับก็ถูกล็อคอยู่





ประตูคนนั่งก็ล็อคด้วยเช่นกัน





จากนั้นให้ดึงกุญแจสำรองในกุญแจอัจฉริยะออกมาก่อน ตามที่ผมบอกวิธีการดึงไปแล้วในช่วงต้น ๆ ของรีวิว





สิ่งที่ต้องนำติดตัวไปคือกุญแจสำรองที่ให้ดึงออกมานะครับ





ส่วนตัวกุญแจอัจฉริยะจะวางเอาไว้ในรถแบบนี้ก็ได้ หรือเอาติดตัวไปก็ได้ ตามใจ





จากนั้น เปิดประตูด้านคนขับทันที แม้มันจะล็อคอยู่




จะเห็นว่าประตูด้านคนขับเปิดออกได้อย่างสบาย ๆ แต่ประตูบานอื่นจะไม่สามารถเปิดได้





จากนั้นให้ปิดประตูคนขับแล้วเอากุญแจสำรองเสียบเข้าไป





แล้วบิดไปทางขวาเพื่อล็อคประตูคนขับซะ




เพื่อความมั่นใจลองดึงดู ก็จะรู้ว่าเปิดไม่ได้





มาลองเปิดประตูหลัง ก็เปิดไม่ได้เช่นกัน





ทีนี้ก็สบายใจได้แล้ว ว่าไม่มีใครหน้าไหนเข้ารถเราได้แน่นอน เราก็ถือกุญแจสำรองติดตัวไปทำธุระได้เลย และเมื่อทำธุระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เอากุญแจสำรองเสียบเข้าไป แล้วบิดไปทางซ้าย





เราก็สามารถเข้ามาในรถได้เหมือนเดิม โดยที่ผู้โดยสารที่หลับอยู่ อาจจะยังไม่รู้เลยว่าเราไปไหนมา เพราะเราไม่ได้ดับเครื่อง ไม่ได้ปิดแอร์นั่นเอง




เป็นยังไงบ้างครับ กับเทคนิคการล็อครถโดยไม่ต้องดับเครื่อง หวังว่าเพื่อน ๆ คงนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงนะครับ เพราะทุกวันนี้ผมก็ใช้อยู่เป็นประจำ เพื่อความปลอดภัยครับ


ถ้ามีข้อสงสัย ไม่เข้าใจตรงจุดไหน ก็สอบถามได้เลยครับ ผมจะเข้ามาตอบข้อสงสัยให้ในทุกคำถามครับ





เมื่อรู้จักและเข้าใจวิธีใช้กุญแจของ Nissan Juke เรียบร้อยแล้ว ทีนี้เราเปิดประตูมาดูภายในกันครับ





สำหรับแผงประตูด้านคนขับ ซึ่งในรุ่น 1.6V ไม่ว่ารถจะเป็นสีอะไร แผงประตูก็จะเป็นโทนสีแดงแบบนี้หมด ไม่มียกเว้น และไม่มีการเปลี่ยนสีไปตามสีของรถ
ด้านล่างวางขวดน้ำได้สบาย ๆ 1 ขวด






แม้ขวดจะอ้วนหน่อยก็เหอะ ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด





และยังสามารถใส่ของจุกจิกทั่วไปได้เป็นแนวยาว ซึ่งรูปแบบเหมือนกันกับรถนิสสันแทบทุกรุ่นที่ผมรีวิวมา ทั้ง March Almera Pulsar และ Sylphy  นั่นทำให้ผมสามารถวางของเดิม ๆ ลงช่องเดิม ๆ ได้สบาย ไม่ว่าจะขับรถคันไหน




ไล่สายตาขึ้นมา จะพบกับแผงควบคุมสีแดง อันร้อนแรงพร้อมปุ่มสีดำ




มาดู 2 ปุ่มแรกนี้กันก่อน





ปุ่มแรกด้านซ้าย รูปกากบาททับแผงประตู จะเป็นปุ่มที่ใช้สำหรับล็อคไม่ให้เปิดหน้าต่าง ซึ่งรถได้มอบสิทธิให้คนขับสามารถล็อค เพื่อไม่ให้มีใครกดปุ่มเปิดหน้าต่างจากแผงประตูบานอื่นเล่นได้นั่นเอง





ซึ่งเจ้าปุ่มนี้ นิสสันทำมาเพื่อ

1. ความปลอดภัยในกรณีที่คุณมีลูก มีหลานตัวเล็ก ๆ นั่งอยู่ด้านหลัง แล้วเผลอไปกดปุ่มเปิดกระจกหน้าต่างเล่น ทำให้เกิดอันตรายต่าง ๆ ตามมาได้ อาทิเช่น เด็กเอาแขนโผล่ออกไปนอกหน้าต่าง อาจจะโดนรถเฉี่ยวได้ เป็นต้น





2.   ถ้าเพื่อน ๆ ไปติดฟิล์มรถยนต์มาใหม่ ๆ เราจะไม่สามารถเปิดกระจกหน้าต่างได้ภายใน 7 วันครับ ซึ่งเราก็ควรใช้ปุ่มนี้ เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารท่านอื่นเผลอกดหน้าต่างลงให้ฟิล์มเสียหายนั่นเอง





ส่วนปุ่มข้าง ๆ ถัดมา เป็นรูปแม่กุญแจล็อค กับไม่ล็อค ก็ตรงตัวเลย คือปุ่ม “ล็อครถ” กับ “ปลดล็อครถ” ซึ่งเอาไว้ให้เรากดเมื่อเรานั่งอยู่ในรถ หรือกำลังขับรถอยู่นั่นแหล่ะ





เนื่องจาก Nissan Juke จะไม่มีระบบล็อครถอัตโนมัติเมื่อถึงความเร็วที่กำหนดนะครับ นั่นคือ ถ้าเพื่อน ๆ ขับไปไกลแค่ไหน แต่ไม่ยอมกดปุ่มล็อคนี้ รถก็จะไม่ล็อคครับ



(ยกเว้นบางท่านที่นำรถไปติดระบบกันขโมยทั่วไปเพิ่มเติม ก็จะมีระบบล็อครถอัตโนมัติเมื่อเหยียบเบรคใส่มาให้แทน )


เลยต้องเตือนเพื่อน ๆ ไว้ก่อนว่า ถ้าเพื่อน ๆ ขับเจ้า Juke ใหม่ ๆ แรก ๆ อาจจะไม่ชินนะครับ ขับรถไปแล้วอาจจะลืมล็อครถ แต่พอปรับนิสัยให้เริ่มล็อครถจนชินแล้ว ก็อาจจะลืมปลดล็อคตอนถึงปลายทางอีก

เหตุการณ์เหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะโดนคนนั่งข้าง ๆ “เหวี่ยง” เข้าให้นะครับ หาว่าไม่ยอมให้เค้าลง เพราะผมโดนมาแล้ว 55555+




แต่ส่วนตัวผมเอง ใช้รถนิสสันอยู่หลายคัน ระบบเหมือนกันทั้งหมด ก็เลยชินระบบอัตโนมือแบบนี้ไปเรียบร้อยแล้ว




ระบบล็อครถอัตโนมัติใน Nissan Juke

แม้ว่าใน Nissan Juke จะไม่ล็อครถเองโดยอัตโนมัติเมื่อรถวิ่งก็ตาม แต่เวลารถจอดเฉย ๆ นิสสันก็ใส่ระบบล็อคอัตโนมัติมาให้ ในตอนที่เราเผลอปลดล็อครถโดยไม่ได้ตั้งใจครับ


มาม่ะ ผมรีวิวให้ดู จะได้รู้กัน สถานะตอนนี้ Nissan Juke จอดอยู่ ล็อครถปกติ  ผมเริ่มด้วยการที่ผมกดปุ่มที่กุญแจอัจฉริยะให้ปลดล็อค แต่ผมไม่เดินไปเปิดประตูรถ จากนั้นผมก็ตั้งนาฬิกาจับเวลา และหยุดเวลาทันที ที่ได้ยินเสียงรถทำการล็อคตัวเองอัตโนมัติ ผลออกมาคือ





จากนั้น ผมเดินไปกดปุ่มสีดำที่ประตูคนนั่ง เพื่อสั่งให้รถปลดล็อค แต่ไม่เปิดประตู





แล้วผมก็กดจับเวลาเช่นเคย ผลออกมาคือ




ดังนั้น ไม่ว่ามือเราจะเผลอไปโดนปุ่มปลดล็อคที่รีโมท , ไปพิงที่ประตูรถแล้วไปโดนปุ่มที่มือจับประตู หรือแม้แต่กดปลดล็อคเอง แล้วกำลังจะเปิดประตูรถ แต่ดันปวดท้องพอดี เลยเปลี่ยนใจ หันหลังวิ่งหาห้องน้ำ

ไม่ว่าจะเผชิญกับเหตุการณ์แบบไหน ขอแค่เรายังไม่เปิดประตู รถก็จะล็อคให้เองโดยอัตโนมัติ ภายใน 30 วินาทีครับ





ซึ่งระบบนี้มีขึ้นมาเพื่อป้องกันการเผลอไปโดนปุ่มเปิดรถที่รีโมทโดยไม่ได้ตั้งใจ อาจจะทำให้ผู้ไม่หวังดี สามารถเปิดรถเราเข้าไปได้แบบสบาย ๆ ถือว่าเป็นความปลอดภัยที่ทางนิสสันใส่ใจทำมาให้เราครับ





แค่ปุ่มล็อครถ ผมก็ร่ายไปซะยาวเลย กลับมาดูแผงปุ่มกันต่อครับ





สำหรับอีก 4 ปุ่มที่เหลือ คือ ปุ่มเปิด-ปิดกระจกไฟฟ้าทั้ง 4 บานครับ ซึ่งก็วางเรียงตามทิศทางของกระจกอยู่แล้ว ไม่มีการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งแต่อย่างใด

และอย่าลืมนะครับว่า ในกรณีที่เพื่อน ๆ ไปรับรถมา แล้วเค้าเพิ่งติดฟิล์มมาให้ หรือเพื่อน ๆ เพิ่งนำรถไปติดฟิล์มด้วยตัวเอง จะยังไม่สามารถเปิดกระจกได้ใน 7 วันนะครับ (ซึ่งโดยปกติร้านฟิล์มก็มักจะมีสติ๊กเกอร์มาแปะกันไว้อยู่แล้วละ)




แต่ดูดี ๆ จะเห็นว่าปุ่มเปิดกระจกไฟฟ้าด้านคนขับด้านเดียว จะมีตัว A ติดอยู่





นั่นคือ ระบบ Auto คือ กดแค่ครั้งเดียว กระจกก็จะขึ้นสุด – ลงสุดนั่นเองครับ





ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ประสบปัญหาว่ากดแล้วมันไม่ auto คือ ต้องกดค้างเท่านั้น ถึงจะขึ้น แสดงว่า ระบบไฟของรถเพื่อน ๆ ถูก Reset มาครับ
วิธีแก้ไขให้เข้าไปดูได้ที่ วิธีแก้ไขกระจกไฟฟ้าด้านคนขับขึ้น-ลงไม่ Auto (มีคลิป VDO)


ส่วนกระจกด้านอื่นจะเป็นแบบ Manual ครับ คือ จะเปิดแค่ไหน ก็กดไปแค่นั้น จะเปิดให้หมด ก็ต้องกดจนสุดนั่นเอง






ถัดมาจากแผงควบคุมกระจกไฟฟ้าก็จะเจอช่องไว้ดึงประตูปิด ซึ่งเอาไว้ใส่ของกระจุกกระจิกได้นิดหน่อย แต่ส่วนตัวผมจะชอบใส่เหรียญไว้ทิปเด็กโบกรถ หรือจ่ายค่าทางด่วนมากกว่า





ส่วนแผงประตูผ้าสีแดงนั้น สามารถใช้วางแขนเวลาขับรถทางไกล หรือตอนรถติดได้ ด้วยความเป็นผ้า ทำให้ผิวสัมผัสมันก็โอเคในระดับหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า ดีกว่าแผงประตูพลาสติคล้วน ๆ ใน Nissan March อยู่แล้ว





แต่ความนิ่มสบาย ก็ต้องยอมรับว่า มันสบายสู้แผงประตูบุหนังของ Nissan Sylphy




หรือของ Nissan Pulsar ไม่ได้เลย





จากแผงประตูคนขับ ทีนี้เดินมาดูแผงประตูฝั่งคนนั่งด้านหน้ากันต่อ




ดูแล้วก็แทบไม่ต่างอะไรกับด้านคนขับเลย





ยกเว้นมีปุ่มกดเปิดกระจกหน้าต่างเฉพาะด้านตัวเองเท่านั้น





ส่วนช่องที่เป็นมือดึงปิดประตู เพื่อน ๆ อาจจะอยากรู้ว่ามันใหญ่แค่ไหน




ผมก็เลยเอากุญแจอัจฉริยะใส่ลงไปให้ดูว่า “มันก็ใหญ่แค่นี้แหล่ะ”





จากแผงประตู ผมขอพุ่งสู่เพดานด้านคนขับต่อเลย แหงนหน้ามาก็เจอกับสิ่งนี้ครับ





มันคือที่บังแดด พร้อมสายรัด (สายรัดมีเฉพาะด้านคนขับ) สำหรับให้เราสอดเอกสารจำเป็นได้อีกด้วยครับ นอกจากดึงลงมาบังแดดได้แล้ว ยังมีกระจกส่องความหล่อ ความสวย เช็คตัวเองก่อนลงจากรถ ให้ทั้ง 2 บาน เพียงแต่ไม่มีไฟส่องหน้าให้นะจ๊ะ





ทีนี้มาดูตรงกลางของเพดานรถด้านหน้า ก็จะพบไฟเก๋ง และไฟส่องแผนที่ แยกซ้าย – ขวา ซึ่งไฟแบบนี้ ผมคุ้นเคยเอามาก ๆ เพราะยกมาจาก Nissan March และ Nissan Almera นั่นแหล่ะ

โดยมีปุ่ม 3 ปุ่มควบคุมไฟแต่ละดวง ยกเว้นปุ่มตรงกลางที่จะควบคุมทั้ง 3 ดวงเลย





ซึ่งเวลาเราขับรถยามค่ำคืน เราสามารถเปิดไฟข้างซ้ายหรือข้างขวาแยกกันได้ เช่น คนขับอยากเปิดดูแผนที่ ก็เปิดแต่ข้างของตัวเองได้ (แต่ถ้าใช้ GPS แล้ว ก็ไม่ต้อง 55555+)





หรือถ้าคนนั่งอยากเปิดอ่านหนังสือ ก็สามารถทำได้เช่นกันกับไฟด้านตัวเอง




โดยสังเกตนะครับ ถ้าเรากดไปตรงที่มีขีด 4 ขีด คือ เปิดไฟ ส่วนด้านที่เป็นรูปวงกลม คือ ปิดไฟนั่นเอง


ส่วนปุ่มตรงกลาง จะมี 3 ระดับ คือ

1.   รูปวงกลม คือ ปิดไฟทั้งหมด





2.   ไม่มีรูปสัญลักษณ์ โดยกดปุ่มให้อยู่ในตำแหน่งปกติ ไม่ไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งผลลัพธ์ของตำแหน่งนี้  คือ ไฟจะเปิดเวลาเราเปิดประตู หรือประตูปิดไม่สนิทนั่นเอง ไว้ตรวจสอบประตูได้เลยเบื้องต้น





แต่ผมอยากจะบอกว่า ไฟแบบนี้ใน Nissan March กลับมีสัญลักษณ์รูปประตูให้ดูนะครับ ไม่รู้ว่าใน Nissan Juke รูปประตูมันหายไปไหน





3.รูปขีด 5 ขีด คล้ายพระอาทิตย์ คือ เปิดไฟทั้ง 3 ดวงเลย





ซึ่งปุ่มเปิด-ปิด หลายท่านถ้าได้สัมผัสแล้ว อาจจะรู้สึกว่าไม่ค่อยแข็งแรงเท่าที่ควร แต่ไม่ต้องกังวลหรอกครับ Nissan March ของผมใช้มาจะ 4 ปีแล้ว ก็ยังอยู่ในสภาพเดิมปกติ อาจจะเพราะเราไม่ค่อยได้ไปกดมันบ่อยด้วย เนื่องจากเป็น Function ที่ไม่ค่อยได้ใช้งานนัก

และเมื่อได้ลองใช้งานดู ผมจะบอกว่า มันไม่ได้แตกต่างมากครับ เปิดไฟด้านคนนั่ง มันก็ไม่ได้สว่างแค่คนนั่ง มันก็เผื่อแผ่มาตรงกลางจนจะถึงคนขับอยู่ดีครับ ซึ่งจุดนี้ ยอมรับเลยว่า ไฟส่องแผนที่ของ Nissan Sylphy จะให้ประโยชน์ได้ชัดเจนกว่าจริง ๆ




เพราะเมื่อเปิดไฟส่องแผนที่ตอนกลางคืนใน Nissan Sylphy ก็จะสว่างเฉพาะด้านนั้น ๆ ไปเลยครับ





12




GT Academy คือ การแข่งขันระดับสากลที่เชื่อมต่อระหว่างโลกเสมือนสู่โลกแห่งความเป็นจริง โดยเปิดโอกาสให้ผู้เล่นเกม Gran Turismo ได้เข้าร่วมการแข่งขันเพื่อก้าวสู่การเป็นนักขับรถแข่งมืออาชีพ ผู้ชนะที่ได้พิสูจน์ฝีมือในเกมจะได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมนักแข่งรถนิสสัน รวมทั้งการฝึกอบรมและใบอนุญาตเพื่อใช้ในการแข่งขันบนสนามจริงในระดับสากล

GT Academy เริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2008 ด้วยความร่วมมือระหว่าง Sony Computer Entertainment Europe, Polyphony Digital Inc. และ Nissan Europe จากความสำเร็จในยุโรปที่ได้รับความนิยมทั่วโลกอย่างกว้างขวาง นำไปสู่การขยายโปรแกรมการแข่งขันไปยังสหรัฐอเมริกาในปี 2011




และในปี 2014 นี้ โปรแกรม GT Academy ได้เดินทางมาสู่ประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้นักเล่นเกม Gran Turismo 6 ที่มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักขับรถแข่งมืออาชีพ ได้มีโอกาสพิสูจน์ความสามารถและประลองฝีมือ เพื่อเป็นตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขันในระดับสากล
การเข้าร่วมการแข่งขัน สามารถทำได้ 2 วิธี คือ

1.ผ่านทางกิจกรรม GT Academy Live Event ที่จะจัดขึ้นใน 5 ภูมิภาค (คลิ๊กดูตารางการจัดกิจกรรม)

2.ผ่านช่องทางการเล่นเกมออนไลน์


ด้วยการดาวน์โหลดเกม GT Academy 2014 (จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง) ฟรี! จาก PlayStation Store

ผู้แข่งขันที่ทำเวลาได้ดีที่สุด 14 อันดับจากการแข่งขันในระดับภูมิภาค และ 14 อันดับจากการเล่นผ่านช่องทางออนไลน์จะได้เข้าร่วมในการแข่งขันระดับประเทศเพื่อเฟ้นหาตัวแทนที่เก่งที่สุดเพียง 6 คน จากประเทศไทย ไปร่วมการแข่งขันในระดับนานาชาติที่สนาม Silverstone Circuit ประเทศอังกฤษ

โดยรูปแบบการแข่งขันในรอบนี้จะเปลี่ยนจากการเล่นเกม ไปสู่การควบคุมพวงมาลัยรถยนต์สปอร์ตตัวจริงของนิสสัน อาทิเช่น Nissan GT-R, Nissan 370Z และอื่นๆ พร้อมผ่านการทดสอบทั้งด้านความแข็งแกร่งของร่างกาย ความอดทน ไหวพริบสติปัญญา และทักษะการขับขี่

ผู้เข้าแข่งขันเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่มีพรสวรรค์ และความมุ่งมั่นทุ่มเท จะได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการและผู้ตัดสินเพื่อเติบโตไปสู่เส้นทางนักขับรถแข่งมืออาชีพกับทีมนิสสัน Nismo Athelete!


<a href="http://www.youtube.com/watch?v=wjRg_AsgKig" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=wjRg_AsgKig</a>


วิธีเข้าร่วมโครงการ Nissan GT Academy


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://gtacademy.nissan.co.th/index.aspx


13
หลังจากนิสสันได้เปิดตัว Almera โฉมใหม่ 2014 ที่ได้ทำการ Minor Change ทั้งหน้าตาและ Option เพิ่มขึ้นมานั้น ทางนิสสันก็ได้ให้พี่โดมออกมาบอกว่า "ถึงเวลาเปลี่ยนอะไรใหม่ ๆ"  รวมทั้งยังยืนยันว่า "นิสสัน อัลเมร่า ความสุขที่กว้างกว่าใคร"





ไปชมโฆษณากันเลยดีกว่าครับ

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=2G9Gao2DUaU" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=2G9Gao2DUaU</a>




15
หลังจากไทยเราได้เปิดตัว Nissan Juke ไปเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา Nissan Motor Japan ก็ได้ทำการเปิดตัว Nissan Juke Premium Personalize Package แบบ Limited Edition จำนวน 300 คัน ซึ่งจะวางจำหน่ายในวันที่ 17 ธันวาคมนี้


โดยจะมีเฉพาะรุ่น 15RX , 16GT และ 16GT Four เท่านั้น จุดเด่นคือ มีการสาดสีม่วงเหลือบลงไปบนตัวถัง ที่บางมุมจะมองเป็น ม่วง-น้ำเงิน บางมุมจะมองเป็นม่วง-แดง และบางมุมจะมองเป็นแดง-ส้ม ซึ่ง Nissan ตั้งชื่อสีนี้ว่า Midnight Purple IV




ส่วนกระจกมองข้างไฟฟ้าเป็นแบบพับอัตโนมัติเหมือนในไทย พ่นสีเงินเงางาม




และแน่นอน มือเปิดประตูภายนอกก็ใช้สีเงินเงางาม สีเดียวกับกระจกมองข้างนั่นเอง





ส่วนล้อเป็นแบบอัลลอยขนาดเดียวกับของไทย คือ 215/55R17





เปิดประตูมาดูภายใน พบกับการตกแต่งด้วยสีดำเงา Gloss Black และเบาะที่ทำจากหนังกลับสีดำ





คอนโซลกลางระหว่างเบาะหน้าเป็นสีดำเงา ซึ่งถ้าเป็นของไทยจะเป็นสีแดงในรุ่น V และสีเงินในรุ่น E




ไล่สายตามาดูแผงข้างประตูในส่วนที่ครอบปุ่มเปิดกระจกหน้าต่าง ก็จะเป็นสีดำเงาเช่นกัน





นับว่าสวยงาม โดดเด่นและมีสไตล์มากมายทีเดียว แต่สิ่งที่ผมยังสงสัยคือ ถ้ามาขายที่ไทย กรมขนส่งทางบกจะจดทะเบียนรถเป็นสีอะไร? 55555+


ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ



หน้า: [1] 2 3 ... 10