ThaiNissan.com : ศูนย์รวมข้อมูลรถนิสสัน และรีวิวรถนิสสัน by Biere

  • พฤศจิกายน 18, 2017, 02:36:47 am
  • ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

สมัครสมาชิกเพื่อแสดงความคิดเห็นในรีวิวต่าง ๆ ได้เลยครับ แต่ยังไม่เปิดให้ตั้งกระทู้ใหม่ในระยะแรกครับ

ผู้เขียน หัวข้อ: รีวิวแปลงโฉม Nissan March ภาค 2 ตอนที่ 6 "เปลี่ยนสีรถใหม่ ให้สดใส และซาบซ่าส์"  (อ่าน 29068 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Biere

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 407
  • ThaiNissan.com
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Nissan

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากแปลงโฉมมา 5 ตอนแล้ว แม้หน้าตาจะเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร แต่มันก็ยังมีกลิ่นอายเดิม ๆ หลงเหลืออยู่ นั่นคือ สีรถ



ถึงแม้มันจะเป็นสีส้มที่ชอบมาตั้งแต่แรก แต่มันก็ยังไม่ใช่ที่สุด เพราะสีส้มที่ผมชอบจริง ๆ มันต้องส้มจี๊ดจ๊าดจัดจ้านแบบนี้




ซึ่งมันก็คือภาพต้นแบบที่ผมนำมาแปลงโฉมในภาค 2 นี่ละ ดังที่เคยเขียนไปแล้วใน รีวิวแปลงโฉม Nissan March ภาค 2 ตอนที่ 1 "ตั้งแนวทางแต่งใหม่ไปกับ GT-R"


เมื่อได้ความคิดว่าจะเปลี่ยนสีรถแล้ว ผมก็มาดูวิธีการเปลี่ยนสีรถซึ่งมีอยู่ 2 แบบ

1.   ทำสีใหม่
2.   Wrap ด้วยสติ๊กเกอร์


มาดูข้อดี ข้อเสียในแต่ละวิธีกันก่อน

1.   ทำสีใหม่

การทำสีใหม่ ยังสามารถแยกย่อยได้อีก 2 แบบ คือ
-   ทำสีแค่ภายนอก
-   ทำสีทั้งภายในและภายนอก

โดยการทำสีใหม่นั้น ข้อดีคือ จะเป็นสีจริง เงาจริง สวยจริง

แต่ข้อเสียเท่าที่ผมเห็น ก็คือ
-   ถ้าทำสีแค่ภายนอก มันจะไม่เนียน เพราะเปิดประตูมาดูภายในก็เห็นสีเดิม
-   แต่ถ้าทำสีภายใน ต้องรื้อรถทั้งหมด ซึ่งตอนประกอบกลับ ถ้าช่างไม่ชำนาญจริง ก็จะไม่เหมือนเดิม ยิ่งรถรุ่นใหม่อย่าง March มีระบบไฟฟ้ามากมายด้วยแล้ว ช่างยิ่งต้องมีความชำนาญสูง
-   การทำสีแบบนี้ จะทำให้ราคารถตกเมื่อขายต่อ เพราะผู้ซื้อมักคิดว่า รถต้องชนหนักหรือคว่ำมา ถึงทำสีใหม่
-   เวลาในการทำสีต้องทิ้งรถไว้หลายวัน เท่าที่สอบถามมา มีตั้งแต่ 7 วัน – 1 เดือน แล้วแต่คิวและรายละเอียดการพ่นสี ซึ่งจะทำให้ไม่มีรถใช้ในช่วงเวลานั้นนั่นเอง
-   ราคาในการทำสีค่อนข้างสูง อยู่ในเรท 20,000 – 50,000 บาท แล้วแต่ชนิดสี และรายละเอียดในการพ่นสี


เมื่อคิดได้แบบนี้ ผมจึงมาดูข้อดี ข้อเสียของวิธีที่ 2

2.   Wrap ด้วยสติ๊กเกอร์

หลายคนเข้าใจผิด คิดว่า การ wrap sticker นั้น มีแต่สีด้าน ความจริงแล้ว มีทุกสี ทั้งสีเงาและสีด้าน

ข้อดี
-   ใช้เวลาน้อย บางเจ้าวันเดียวเสร็จ แต่ส่วนใหญ่ไม่เกิน 2-3 วัน
-   ค่าทำไม่แพง สำหรับ Nissan March มีหลายราคาแล้วแต่เกรดของ Sticker แต่เท่าที่สอบถามราคามา มีตั้งแต่ 15,000 – 25,000
-   ถ้าใช้สติ๊กเกอร์เกรดดี แม้ราคาสูง แต่มีอายุยาวนานถึง 3 ปีขึ้นไป เมื่อถึงเวลาแกะออก ก็จะไม่มีคราบกาวติดอยู่ ช่วยรักษาสีเดิมของรถได้
-   ถ้าเกิดอาการขี้เบื่อ (ตามปกติของคนแต่งรถ) ก็สามารถลอกสติ๊กเกอร์เปลี่ยนสีใหม่ได้ โดยรถไม่ช้ำ
-   ในเมืองไทย มีรถบรรทุกมาก และถนนไม่ได้สะอาด มีเศษหิน ดิน ทรายมาก ถ้าต้องเจอหิน เจอกรวดดีดมาโดนรถ สติ๊กเกอร์จะช่วยป้องกันสีรถได้ระดับหนึ่ง
-   เมื่อต้องขายรถต่อ ลอกสติ๊กเกอร์ออก สีรถเดิมก็ยังใหม่อยู่ ก็จะได้ราคาขายต่อที่ดี


ข้อเสีย
-   สติ๊กเกอร์เกรดไม่ดี จะทำลายสีรถเดิมได้
-   ร้านไหนติดไม่ดี จะดูไม่สวย และอาจจะทำสีเดิมเป็นรอยได้จากวิธีการติดตั้งที่ไม่ระวัง เพราะการติดตั้ง ต้องใช้มีดคัตเตอร์ด้วย


ผมชั่งใจ 2 วิธีแล้วก็ตัดสินใจเลือกวิธีที่ 2 โดยการหาข้อมูลร้านค้าต่าง ๆ ใน Internet ผมไม่ได้ดูแค่ผลงานที่โชว์ ผมดูทั้ง feedback ทั่วไป ดูความเอาใจใส่ของร้านในการตอบคำถาม

จนได้ร้านมา 2 ร้าน ที่เข้าตา และที่แน่นอน ร้านที่ผมเลือกไว้ ผมตัดสินใจไปดูด้วยตัวเองกับตาที่ร้าน

สรุปร้านที่ 1

-   ผลงานมาก ส่วนใหญ่จะเป็นรถตลาดทั่ว ๆ ไป
- เจ้าของเอาใจใส่ในการตอบคำถามใน Internet ดี
-   ร้านตั้งอยู่ใกล้บ้าน

แต่พอไปถึงร้าน ผมไม่เจอเจ้าของร้าน เจอแต่พนักงาน ซึ่งเมื่อคุยแล้ว ดูไม่เอาใจใส่หรือสนใจมากเท่าที่ควร ผมอธิบายแนวทางการแต่งสีของผมทั้งหมดอย่างละเอียด แต่เมื่อถามราคาก็ได้แต่บอกประมาณการว่า หมื่นปลาย ๆ เกือบสองหมื่น ซึ่งยังไม่แน่นอน ทำให้ผมไม่ทราบว่า ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่

ซึ่งทางร้านบอกว่า ถ้าจะทำ ก็เอามาทิ้งไว้ 2 วันเต็ม

เมื่อพูดคุยเสร็จ ผมเห็นมีรถจอดทำในร้านอยู่ ผมจึงเดินไปดูงาน ปรากฏว่าไม่เนียนเท่าที่ควร เห็นรอยต่อต่าง ๆ อย่างชัดเจน


สรุปร้านที่ 2

-   ผลงานมาก ส่วนใหญ่จะเป็นรถราคาแพงและ Super Car
-   เจ้าของร้านเป็นผู้รับ Order และคิดราคาแต่เพียงผู้เดียว
-   ร้านอยู่ไกล แต่มีบริการมาติดตั้งให้ถึงบ้านฟรี
-   ทำแค่วันเดียวเสร็จ


ผมลองโทรไปคุยกับเจ้าของร้าน ก็รู้สึกว่าคุยแล้วโอเค เข้าท่า คุยกันรู้เรื่องดี และเมื่อตกลงราคาได้แล้ว แม้ราคาจะแพงกว่าร้านแรกครึ่งหมื่น แต่เป็นราคาที่แน่นอน ชัดเจน ว่างบนี้ จบแน่นอน

ที่สำคัญ ราคานี้เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับคือ
-   ใช้เวลาทำแค่วันเดียว
-   ทำให้ถึงบ้าน ไม่ต้องฝ่ารถติดไปทำที่ร้าน
-   รถจอดแค่วันเดียว มีรถใช้ต่อเนื่องเมื่อทำเสร็จ
-   การนำรถไปจอดทิ้งไว้กับร้านที่ไม่รู้จักกันมาก่อนถึง 2 วัน มีความเสี่ยงสูงในหลาย ๆ ด้าน

ด้วยเหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้ ผมก็รู้สึกว่า ราคาที่แพงขึ้นมา ก็คุ้มค่าอยู่

และเมื่อบวกกับคุณภาพที่ร้านทำให้กับรถราคาแพงอยู่ตลอดแล้ว  โดยเฉพาะรถของ Idol ผม ก็เลือกบริการจากร้านนี้เช่นกัน ผมจึงตัดสินใจทำทันที โดยร้านแจ้งว่า 1 วัน จะทำได้แค่ 1 คัน เพราะใช้พนักงานทั้งหมดที่มีไปรุมทำให้เสร็จ ซึ่งคิวที่ผมได้รับจะอยู่ในวันที่ 15 มกราคม 2556 ซึ่งจะรอประมาณ 1 อาทิตย์นับจากวันที่ผมโทรคุยกับเจ้าของร้าน

ผมจึงจองคิวในวันนั้น และโอนเงินมัดจำให้เจ้าของร้านทันที


และด้วยรายละเอียดของการทำสีรถของผมที่ไม่ได้ทำแค่สีเดียว แต่จะใช้สีส้มตัดดำเคฟล่าห์ ผมจึงทำไฟล์ภาพรายละเอียดของแต่ละส่วนส่งอีเมล์ไปหาเจ้าของร้านอีกครั้ง เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน โดยผมระบุรายละเอียดดังนี้

-   สติ๊กเกอร์สีส้มเงา ขอเกรดเดียวกับรถ Super Car ที่ไม่ทำร้ายสี และอยู่ได้ถึง 5 ปี
-   สติ๊กเกอร์เคฟล่าห์ ขอเกรดและแบบที่ดูคล้ายคาร์บอน เคฟล่าห์ให้มากที่สุด ซึ่งในรถผมก็มีคาร์บอนของแท้อยู่แล้ว จึงต้องส่งภาพประกอบไปให้ดู เพื่อให้เข้ากันได้มากที่สุด

เมื่อทางร้านได้รับไฟล์แล้ว จึงโทรมาคอนเฟิร์ม และนัดหมายในเวลา 10.00 น. ที่บ้านผม


15 มกราคม 2556


นาฬิกาข้อมือบอกเวลา 10 นาฬิกาเป๊ะ รถ 2 คันของร้าน Tony Wrap ก็วิ่งเข้ามาจอดหน้าบ้านผมทันที สีนี่แบบว่าสวย สดใสมาก สมกับเป็นร้าน Wrap และที่ประทับใจคือ ตรงต่อเวลามาก





ผมยืนมองเจ้า Lucky ในโฉมเดิมนี้อีกครั้ง เพราะไม่กี่วินาทีต่อจากนี้ มันจะถูกเปลี่ยนสีแล้ว





โดยก่อนที่จะมา wrap ในวันนี้ ผมก็พาเจ้า Lucky อาบน้ำ อาบท่าไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวาน





ทีมช่างมากันทั้งหมด 6 คน เมื่อมาถึงหัวหน้าช่างก็เดินเข้ามาบรีฟงานกับผมอีกครั้ง ว่าดีไซน์รูปแบบไว้ยังไง





เมื่อเข้าใจกันดีแล้ว ทีมช่างก็เริ่มรุมสกรัมรถผมทันที




เริ่มด้วยการติดเทปกันในส่วนที่ไม่ได้ wrap





จากนั้นก็กางสติ๊กเกอร์สีส้มเงาเตรียม wrap




โอ๊ยย สีมันสดถูกใจจริง ๆ




เดินมาดูด้านข้างบ้าง อ้าว ประตูหลังเปลี่ยนไปแล้ว





เทียบสีให้ดูกันจะจะเลย สีส้มใหม่กับสีส้มเดิม




เดินมาดูอีกข้าง ประตูหลังก็เกือบเสร็จแล้วเช่นกัน




เดินวนกลับมาข้างขวาอีกรอบ ตอนนี้ไปประตูหน้าแล้ว




เลยวกกลับมาดูด้านหน้า ก็ไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว




ผมหันไปมองทางหน้าบ้าน ก็มีชาวบ้าน ชาวช่องเดินมาส่องกันเป็นระยะ ๆ ว่าบ้านนี้มันเล่นอะไรกัน




ลองเทียบความเงาสีจริงกับสติ๊กเกอร์เงา ก็แทบไม่ต่างกันมากเลย





ประตูเสร็จหมดแล้ว ต่อด้วยบอดี้ด้านหลัง





ส่วนด้านหน้า ครึ่งบนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว





เลยเดินมาดูด้านขวา ก็กำลังทำบอดี้ด้านหลังคลุมไปถึงขอบบนเหนือประตูอยู่เช่นกัน





ย้อนมาดูด้านหน้า เริ่มลุยครึ่งล่างแล้ว





ด้วยความที่เป็นสเกิร์ต มีขอบ มีโค้ง มีเหลี่ยม มีสัน ดูแล้วก็น่าจะยุ่งยากอยุ่เหมือนกัน แต่ทีมช่างก็ทำออกมาได้เรียบร้อย






เดินดูเพลิน ๆ ก็ได้เวลา 12.30 น. ทีมช่างก็ได้ทำการพักทานข้าว โดยทีมช่างได้นำอาหารมากันเอง และเดินออกไปทานกันข้างรถที่จอดอยู่หน้าบ้าน ผมเองก็ถือโอกาสพักทานข้าวด้วยเช่นกัน


1 ชั่วโมงถัดมา ทีมช่างก็เดินเข้ามาลุยงานกันต่อ





เดินมาดูข้างขวา หัวหน้าช่างเริ่มลุยเดี่ยวติดเคฟล่าห์ที่สเกิร์ตข้างแล้ว





ข้างซ้ายก็ไม่น้อยหน้า ลงมือติดที่สเกิร์ตข้างเช่นกัน แถมใช้ถึง 2 คนช่วยกันเลยทีเดียว




เดินมาดูด้านหน้า ช่างติดพื้นคาร์บอน เคฟล่าห์ที่โลโก้นิสสันให้ผมเรียบร้อยแล้ว





ส่วนตัวช่างหนีมาทำด้านหลังก่อน





งานแรกของด้านหลังคือ การแต่งขอบสเกิร์ต Impul ที่มีช่องนี่แหล่ะครับ โค้งเว้ามันเยอะเหลือเกิน





ส่วนด้านหน้า เริ่ม wrap ที่แก้มข้างแล้ว





แก้มข้างเสร็จ หัวหน้าช่างจัดการติดเคฟล่าห์ที่ขอบประตูด้านบน





มาดูความละเอียดของงาน wrap สเกิร์ตข้าง




ด้านหลัง สปอยเลอร์บนถูกแกะออกมาแล้ว





โดยผมสั่งให้ wrap เป็นคาร์บอน เคฟล่าห์ทั้งชิ้น





ส่วนเสาบีระหว่างประตูหน้าและหลัง ก็ wrap ด้วยคาร์บอน เคฟล่าห์เช่นกัน เชื่อมต่อกับขอบบนประตูเป็นลายเดียวกัน





และแน่นอน มือจับประตู ก็ต้องเป็นคาร์บอน เคฟล่าห์อยู่แล้ว ตามสไตล์





ส่วนฝาน้ำมัน ในรีวิวแปลงโฉมภาค 1 ผมหุ้มเคฟล่าห์ แต่ในภาค 2 ผมเปลี่ยนใจ ให้หุ้มสีเดียวกับรถไปเลย





จะว่าไป ระหว่างที่ wrap รถคนอื่นอาจจะนั่งรอในบ้านหรือนั่งดูเฉย ๆ แต่ผมตื่นเต้นกับสีรถใหม่ + อยากรีวิวให้เพื่อน ๆ อ่าน ผมเลยเดินเป็นหนูติดจั่นรอบรถไม่รู้กี่รอบ แต่ก็ไม่รู้สึกเมื่อย เหมือนเวลาไปเดิน shopping ตามห้างสรรพสินค้าแฮะ





แวบมาดูด้านหน้า สงสารช่างมาก แดดสาดส่องเข้ามาพอดี ร้อนจริง ๆ วันนี้





แต่ช่างก็ไม่ย่อท้อ หุ้มลิ้นสเกิร์ตหน้าด้วยเคฟล่าห์ต่อทันที ไม่มีหยุด





เดินมาดูฝาท้าย ก็ได้เวลา wrap





ทีมช่างต้องถอดบรรดาโลโก้หลังรถออก ซึ่งผมก็เลยขอเก็บโลโก้ XTRONIC CVT ไว้เลย ไม่ต้องติดกลับไปอีก เพราะฮอตฮิตในหมู่โจรมือบอนเสียเหลือเกิน ผมเองก็จะได้สบายใจเวลาจอดรถตามที่สาธารณะ ไม่ต้องคอยจิตตก เดินมาลุ้นด้านหลังทุกครั้งไป ว่าจะถูกโจรมือบอนแกะออกไปหรือยัง




กฎหมายไทยอ่อนไป จริง ๆ ถ้าจับได้ น่าจะตัดมือซะให้เข็ด ของของใคร ใคร ๆ เค้าก็รัก ของของใคร ใคร ๆ เค้าก็ห่วง



สติ๊กเกอร์สีส้มสดใสเริ่มลามปามขึ้นไปถึงหลังคาแล้ว





ทีมช่างแปลกใจว่า ทำไมผมเล่นสีส้มตัดดำขนาดนี้แล้ว ไม่ทำหลังคาแก้วไปด้วยเลย

ผมก็เลยถามว่า หลังคาแก้วแบบนี้อ่ะหรอ?





ทีมช่างหัวเราะก๊ากกก ผมเลยบอกว่า ล้อเล่น ส่วนตัวคิดว่าถ้าทำหลังคาสีดำ มันจะดำเยอะไป ผมอยากให้มีสีส้มมากหน่อย





หลังคาเสร็จแล้ว ต่อด้วยหุ้มไฟหน้า ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ อ่านจากภาค 1 ก็จะเห็นว่า ผมหุ้มไฟหน้ามาแล้ว และตัดด้วยไฟเลี้ยวสีส้มแบบนี้





แต่ครั้งนี้ ผมถือโอกาสแกะของเก่าออก แล้วเปลี่ยนใหม่เป็นฟิล์มสโมคเพียว ๆ เลยแบบนี้





จากหน้าเดินมาดูหลัง ทีมช่างเริ่มหุ้มกันชนหลังแล้ว





เริ่มเป็นรูป เป็นร่าง





แต่กำลังยิ้มได้สักพัก หัวหน้าช่างก็เดินมาบอกข่าวร้าย

“คุณเบียร์ครับ สติ๊กเกอร์เคฟล่าห์หมดแล้วครับ”


“อ้าว ทำไมหมดละครับ แล้วมันขาดตรงไหนครับ?” ผมถามกลับด้วยความแปลกใจ


“เหลือแค่ข้างหน้าสไตล์ GT-R ครับ ที่มีอยู่ มันไม่พอพื้นที่ ผมเอาเคฟล่าห์มาทั้งม้วนเลย ก็ไม่คิดว่าจะไม่พอ” หัวหน้าช่างตอบ



ผมเริ่มวิตกกังวลนิดหน่อย หัวหน้าช่างเลยต่อสายหาเจ้าของร้านเพื่อแจ้งปัญหา และก็ยื่นโทรศัพท์ให้ผม ซึ่งทางคุณโทนี่ เจ้าของร้านก็ขอโทษผม และแจ้งว่า ต้องขออภัยในความผิดพลาดจริง ๆ เพราะปกติ 1 ม้วน ไม่ได้ติดทั้งคัน แค่เสริมบางชิ้น ยังไงก็พอ แต่แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมติดรถผมไม่พอ คุณโทนี่จึงได้ขอให้ผมขับรถมาที่ร้านเพื่อติดเคฟล่าห์ด้านหน้าให้จบถ้าผมต้องการ






ใจผมต้องการให้จบในวันเดียว แม้จะรู้สึกท้ออยู่บ้าง เมื่อรู้ว่าต้องไปที่ร้านย่านจรัญสนิทวงศ์ในเวลาเย็นแบบนี้ที่รถติดสาหัสอย่างแน่นอน






ในขณะที่ผมกำลังยืนครุ่นคิดเส้นทางไปอยู่นั้น ทางหัวหน้าช่างก็เดินมายื่นข้อเสนอใหม่

“คุณเบียร์ครับ พอดีผมมีสติ๊กเกอร์สีดำด้านอยู่ ผมว่า ติดสีดำด้านไปก่อนไหมครับ ลองติดดู รถจะได้สมบูรณ์ และคุณเบียร์จะได้ไม่ต้องเสียเวลาขับรถไปที่ร้านในวันนี้ และถ้าติดแล้ว คุณเบียร์เกิดไม่ชอบ อยากติดแบบเคฟล่าห์ คุณเบียร์ว่างวันไหนก็ขับไปเปลี่ยนฟรีที่ร้านได้เลยครับ”



ได้ฟังข้อเสนอแบบนี้ ผมก็รู้สึกดี ที่ทางหัวหน้าช่างคิดแก้ปัญหาให้ผมสบายใจ เพราะจะว่าไป ถ้าติดสีดำด้านแต่ส่วนด้านหน้า GT-R Style มันก็น่าจะโอเคอยู่เหมือนกัน ผมจึงไม่ลังเลที่จะบอกว่า จัดการติดได้เลยครับ






แค่แป๊ปเดียวหน้า GT-R Style สีดำด้านก็ติดเรียบร้อย





ทีนี้พอมาดูครอบกระจกมองข้างของ FITT ที่ผมไปหุ้มคาร์บอนแท้มาตามที่รีวิวไว้ใน รีวิวแปลงโฉม Nissan March ภาค 2 ตอนที่ 2 "เพิ่มความดุดัน ด้วยคาร์บอน ไฟเบอร์"   


ถ้าดูด้านหน้าแบบนี้ก็จะเต็มสวยดี





แต่ถ้ามาดูอีกด้านแบบนี้ จะยังเห็นสีเดิมอยู่ เพราะครอบกระจกมันคลุมมาไม่ถึง





เลยจัดการให้หุ้มเคฟล่าห์ไป เพื่อให้เข้ากันกับครอบกระจกมองข้าง






มาดูด้านหลังกันบ้าง





ตรงโลโก้ Nissan ก็ให้ทำพื้นคาร์บอนเหมือนด้านหน้า






ทีมช่างเริ่มประกอบชิ้นส่วนที่ถอดออกมา กลับคืน โดยเริ่มที่ไฟท้าย





ตามด้วยสปอยเลอร์หลัง





ความมืดเริ่มเข้าครอบงำ จึงต้องใช้ไฟช่วย




คนนึงเก็บงานที่กันชนหลัง อีกคนนึงติดคาร์บอน เคฟล่าห์บริเวณ diffuser ท้าย และอีกคนนึงถือไฟ





ทีมช่างสอบถามความต้องการของผมว่า บริเวณเซนเซอร์ถอยหลังทั้ง 4 จุด จะเจาะสติ๊กเกอร์ให้เซนเซอร์โผล่ออกมาหรือไม่? หรือจะให้เป็นสีส้มสด สีเดียวกับตัวรถไปเลย จะได้ไม่ต้องเจาะ

ผมเลยถามกลับว่า ถ้าไม่เจาะ มันจะบังการทำงานหรือไม่? ทางทีมช่างบอกว่า ไม่บัง ทุกอย่างเป็นปกติ และให้ผมลองทดสอบถอยดู ก็พบว่า เซนเซอร์ทำงานได้เป็นปกติ ผมจึงตัดสินใจไม่เจาะ เพราะถ้าเจาะจะกลายเป็นจุดสีดำ 4 จุด มันจะเด่นเกินไป





ทีมงานเริ่มเก็บงาน ติดป้ายทะเบียนกลับ






และแล้วการ wrap ก็เสร็จเรียบร้อย






เมื่อดูด้านหน้า พบว่าสติ๊กเกอร์ดำด้านก็มาช่วยเพิ่มความดุดันได้เป็นอย่างดี ดูแล้วสวยงาม ลงตัว ถูกใจ ผมเลยตัดสินใจว่า จะใช้อันนี้แหล่ะ ไม่ต้องเปลี่ยนเป็นเคฟล่าห์แล้ว





สำรวจทุกอย่างเรียบร้อย งานแนบเนียนสนิท อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ถอดออกมา ใช้การได้ปกติ ผมก็ชำระเงินที่เหลือจากมัดจำให้กับหัวหน้าช่างไป
รวมเวลาที่ทำการ wrap ทั้งหมด คือ 8 ชั่วโมง พอดิบพอดี





โดยทางคุณโทนี่เจ้าของร้านได้แจ้งผมว่า ให้ลองขับไปสักระยะ ถ้าเกิดมีสติ๊กเกอร์ตรงไหนไม่เรียบร้อย สามารถเข้ามาแก้งานที่ร้านได้ตลอด






บันทึกการเข้า

Biere

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 407
  • ThaiNissan.com
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Nissan


ทีนี้มาดูโฉมใหม่เจ้า Lucky ของผมกันชัด ๆ กันดีกว่า





ด้านหน้า GT-R Style ดุดัน ถูกใจ





ลิ้นหน้าเคฟล่าห์





ซูมให้ดูชัด ๆ





มาดูด้านข้างกันบ้าง





ขอบประตูบนลายเคฟล่าห์





เชื่อมต่อยาวมาถึงเสาบี





ยาวมาถึงด้านหลัง รวมถึงขอบหน้าต่างประตูหลัง






มือจับประตูเคฟล่าห์






สเกิร์ตข้างลายเคฟล่าห์





เสริมกระจกมองข้างด้วยเคฟล่าห์ให้เต็ม





เวลามองกระจกมองข้าง ค่อยรู้สึกว่าเป็นคาร์บอนแบบเต็ม ๆ หน่อย ไม่มีสีเดิมมากวนใจ





มาดูด้านหลังกันบ้าง





สปอยเลอร์หลังเคฟล่าห์ทั้งชิ้น จากเดิมภาค 1 ผมจะติดแค่ด้านบน ภาคนี้เลยจัดเต็ม





ภาพรวมด้านหลัง นอกจากจะติดพื้นโลโก้นิสสันเป็นเคฟล่าห์ รวมทั้งมือเปิดประตูหลังแล้ว สังเกตให้ดีก็จะเห็นเซนเซอร์หลัง 4 จุด ที่ผมไม่เจาะ เป็นสีส้มเดียวกับรถทั้งหมด





Diffuser หลังเคฟล่าห์ โหดสมใจอยาก





สวยถูกใจขนาดนี้ต้องถ่ายรูปคู่สักหน่อย





ทุกอย่างลงตัวมาก ทั้งสี ทั้งแบบ





ถ้าเป็นวัยรุ่นสมัยนี้ คงต้องบอกว่า “ฟินจุงเบย บ่องตง”





เมื่อเปลี่ยนสีใหม่ สิ่งที่แปลกไปคือ สายตาที่คนมองมีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่เว้นแม้แต่ฝรั่งมังค่า เพราะสีรถมันเด่นขึ้นมาแบบสุด ๆ





และก็ไม่แปลกใจที่จะโดน spy shot อยู่เรื่อย ๆ เวลาขับไปตามที่ต่าง ๆ เพราะเพื่อน ๆ จำรถผมได้ง่ายขึ้นนั่นเอง





แต่เมื่อเจอเพื่อน ๆ ที่รู้จักในสถานที่ต่าง ๆ ทุกคนทักเหมือนกันหมดว่า ไปพ่นสีใหม่มาหรอ?





แต่พอบอกว่า ติดสติ๊กเกอร์ ทุกคนก็ตกใจ ว่าทำไมสีมันเงาเหมือนสีจริง และงานดูเนียนขนาดนี้





จึงต้องเปิดประตูให้ดูว่า เป็นสติ๊กเกอร์จริง ๆ





ซึ่งจริง ๆ แล้ว ทางร้านเค้าก็มีบริการหุ้มภายในด้วยนะครับ เรียกว่า Premium Package เนียนจนไม่มีสีเดิมให้เห็นเลย แต่ราคาจะสูงขึ้นไปอีก ซึ่งผมคิดว่าไม่จำเป็นขนาดนั้น

จะว่าไป พอได้ใช้ ความรู้สึกก็เหมือนได้รถใหม่ ยังไงยังงั้นเลย ขับแล้วมีความสุขขึ้น อยากจะออกจากบ้านอยู่เรื่อย 55555+




บางทีก็ออกไปซิ่ง





ไม่ก็หาเรื่องไป shopping





หรือบางทีก็พาลูกไปวิ่งเล่น ตามประสาคุณพ่อที่แสนดี





และเมื่อขับมาได้สักอาทิตย์นึง ที่ทางคุณโทนี่เรียกว่า “ระยะรัน-อิน” ผมก็เห็นสติ๊กเกอร์บางจุดเริ่มไม่เรียบร้อย ผมก็ขับรถไปที่ห้างแมคโคร จรัญสนิทวงศ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านคุณโทนี่ เพื่อทำการเก็บงาน





เข้าไปก็เจอ Camry สีเดียวกันซะงั้น 55555+




ทีมช่างก็เริ่มตรวจเช็คความเรียบร้อย และเก็บงาน





ระหว่างรอ ผมเดินไปเจอ 370Z คันนี้ ซึ่งเป็นรถของทางร้าน จอดเด่นสะดุดตาด้วยการ wrap สีน้ำเงินด้านเมทัลลิคของ 3M แท้ สวยมาก และที่สำคัญราคา wrap แพงมาก เลยขอถ่ายรูปคู่มาตามระเบียบ






บันทึกการเข้า

Biere

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 407
  • ThaiNissan.com
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Nissan

การดูแลรักษา

เพื่อน ๆ คงสงสัยว่า ถ้า wrap รถแล้ว การดูแลจะทำยังไง ขัดเคลือบสีได้ไหม? ซึ่งผมได้สอบถามกับทางร้าน Tony Wrap และร้าน Auto Craft ซึ่งเป็นร้านล้างรถประจำของผมแล้ว ก็ได้คำตอบตรงกันว่า ถ้าเป็นสติ๊กเกอร์เงาแบบผม ก็จะล้างรถ เคลือบสีได้ตามปกติ






แต่ถ้าเป็นสีด้าน การดูแลก็จะยุ่งยากกว่าสีเงาสักหน่อย






ซึ่งผมใช้มา เวลาล้างรถเอง ก็รู้สึกง่ายดีนะครับ สะดวกและประหยัดเวลาขึ้น ไม่ต้องกังวลเยอะเหมือนสีจริง





ก็เหมือนอย่างที่พี่เคน ธีรเดช พรีเซนเตอร์สุดหล่อบอกไว้นั่นแหล่ะครับว่า "นิสสัน มาร์ช ทำให้ชีวิตคุณ ง่ายขึ้นได้อีก"





เปลี่ยนสี ต้องแจ้งกรมขนส่งไหม?

การเปลี่ยนสีไม่ว่าจะด้วยพ่นสีจริงหรือติดสติ๊กเกอร์ ตามกฎหมาย ต้องแจ้งกรมขนส่งภายใน 7 วันครับ ซึ่งนั่นสำหรับกรณีที่สีไม่ตรงกับที่จดทะเบียนไว้ แต่รถผมจดทะเบียนสีส้มอยู่แล้ว จึงไม่ต้องไปแจ้งแต่อย่างใด





ไหน ๆ เอารถสีเดิมกับสีใหม่มาจอดเทียบกันแล้ว ผมจะเอาความเงาของแต่ละคันมาเทียบกันให้เห็นเลยนะครับ โดยรถมาร์ชสีส้มสดอยู่ด้านซ้าย ส่วนรถมาร์ชสีส้มเดิมอยู่ด้านขวา




จะเห็นได้ว่าสติ๊กเกอร์ก็มีความเงาอยู่ระดับหนึ่ง แต่เทียบกับสีจริงที่เงาฉ่ำกว่าไม่ได้อยู่แล้วนั่นเอง



และเมื่อมีโอกาส ผมก็ได้พาเจ้า Lucky สีใหม่ ออกไปเที่ยวต่างจังหวัด





ซึ่งแน่นอน ถนนต่างจังหวัดที่เต็มไปด้วยรถบรรทุกก็พร้อมจะดีดหินมาหารถของเราได้ทุกเมื่อ และรถผมก็ไม่พลาดที่จะได้รับก้อนหินจากรถบรรทุกมาทั้งที่ไม่อยากได้เลยสักนิดเดียว





แต่สติ๊กเกอร์ก็ช่วยป้องกันสีเดิมของรถจากหินนั้นได้อย่างสบาย





สำหรับผม นับว่าเป็นความคุ้มค่าจริง ๆ ครับกับการ wrap เปลี่ยนสีด้วยสติ๊กเกอร์





สำหรับรีวิวตอนนี้คงจบลงแต่เพียงเท่านี้ แต่รีวิวแปลงโฉม Nissan March ภาค 2 ยังมีต่ออีกแน่นอนในตอนที่ 7
แต่จะทำอะไรเพิ่มเติมนั้น ติดตามให้ดี ๆ ครับ




ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคร้าบบบ



บันทึกการเข้า

Wornrawon

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด

ละเอียดมากๆ ตั้งต้นจนจบเลย แบบนี้สิถึงเรียกแปลงโฉมของจริง
บันทึกการเข้า

kongtom5555

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 7
    • ดูรายละเอียด
บันทึกการเข้า

Biere

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 407
  • ThaiNissan.com
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Nissan

ละเอียดมากๆ ตั้งต้นจนจบเลย แบบนี้สิถึงเรียกแปลงโฉมของจริง


ขอบคุณมากครับ
บันทึกการเข้า

Biere

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 407
  • ThaiNissan.com
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Nissan
บันทึกการเข้า